ไข้หวัดนก การล้มครืนครั้งใหญ่ของสังคมบริโภค

 

"สัตว์อะไรเอ่ย? หลับหนเดียวในชีวิต"

คำตอบก็คือ ไก่ฟาร์ม

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อสัก 30 ปีก่อนประเทศไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรมเต็มรูป ในเวลานั้นสังคมไทยจะดำเนินไปในลักษณะ "ทำมาหากิน" คือชาวนาปลูกข้าวไว้พอกิน ปลูกผักสวนครัว จกปลาในหนอง พอเป็นกับข้าวไปมื้อหนึ่งๆ ไก่ก็มีเลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน ปล่อยมันคุ้ยดินกินหนอนไปตามเรื่องตามราว นานๆ จับมาสักตัว เลี้ยงดูต้อนรับเจ้านายจากอำเภอ

แต่รัฐบาลนับตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์คิดจะพัฒนาประเทศตามสังคมของตะวันตก นักเศรษฐศาสตร์ใช้ดัชนีชี้วัดความเจริญของสังคม ด้วยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ โดยถือเอาว่า ประเทศใดมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติสูง คนในชาตินั้นๆ มีรายได้ต่อหัวมาก ก็จะมีความสุขมาก นั่นแปลว่า ความสุขของชีวิตแปรผันโดยตรงกับความร่ำรวยของบุคคล

เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ลงมือสำรวจรายได้ของคนไทยในเวลานั้น ก็พบกับความจริงอันน่าตกใจว่า คนไทยมีรายได้ต่ำเหลือเกิน แถมทำนาเพียงปีละ 6 เดือน หน้าแล้งปล่อยผืนนาไว้แห้งแหงแก๋ ตัวเองมัวแต่กัดปลา ตีไก่ เตะตะกร้อ แสดงว่าคนไทยยากจนมาก แถมขี้เกียจสันหลังยาว จึงต้องอยู่ในวัฏจักรแห่งความจน --> เจ็บ --> โง่ คนไทยขาดความสุข หนทางเดียวคือต้องหาเงินเยอะๆ ชีวิตไทยจึงจะมีความสุขได้

คิดได้ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงเริ่มแผนพัฒนาประเทศไปทีละแผน โดยเปลี่ยนทิศทางของสังคมไทยให้ไปสู่ลักษณะ "ทำมาค้าขาย"

พวกเขาเปลี่ยนประเทศไทยจากสังคมเกษตรกรรม ไปสู่สังคมอุตสาหกรรม

ภาคเกษตรถูกแปรเป็นระบบเกษตรอุตสาหกรรม ตรงไหนทำนาได้ไม่ต้องปลูกผัก ตรงไหนปลูกผักได้ไม่ต้องปลูกมัน ตรงไหนปลูกมันได้ไม่ต้องเลี้ยงหมู ตรงไหนเลี้ยงหมูได้ไม่ต้องเลี้ยงไก่ ตรงไหนเลี้ยงไก่ได้ก็ไม่ต้องทำนา

แต่ละพื้นที่ทำการผลิตผลิตผลทางเกษตรกรรมออกมาเป็นจำนวนมาก ผลิตแล้วก็นำไปขาย ได้เงินมาซื้อหาความสุขอีกทีหนึ่ง

นี่คือที่มาของสังคมเกษตรอุตสาหกรรม สังคมที่เงินสามารถบันดาลได้ทุกสิ่ง ซื้อได้ไม่เพียงปัจจัยสี่แต่ยังหมายถึงปัจจัยที่หนึ่งร้อยหนึ่งพัน เงินนำมาซึ่งการเสพกิน นี่เป็นที่มาของสังคมบริโภคนิยม

สิ่งที่กำหนดความสำเร็จของสังคมบริโภค คือการสร้างความต้องการของตลาดจากนั้นเร่งผลิต เร่งขาย และเร่งเสพกิน วงจรดังกล่าวจะพองฟูขึ้นเรื่อยๆ แบบฟองสบู่ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ห่วงโซ่หัวใดห่วงหนึ่งของวงจรนี้เกิดการสะดุดหยุดชะงัก ก็จะเกิดการฟุบแฟบหรือล้มครืนของทั้งวงจร

แล้วรอจังหวะให้วงจรใหม่ก่อตัว

กล่าวสำหรับกรณีไข้หวัดนก แท้ที่จริงก็คือการล้มครืนลงครั้งใหญ่ของสังคมบริโภค ของวงจรการผลิตและเสพกินไก่ของสังคมไทยและสังคมทั่วทั้งโลกด้วย

วงจรผลิตและเสพกินไก่เกิดขึ้นเมื่อสังคมไทย เริ่มจากบริษัทฟาร์มอุตสาหกรรมไปบอกกับชาวนาว่า การเลี้ยงไก่แบบปล่อยให้วิ่งกินอาหารเอง ไก่จะโตช้า เพราะกินไป ออกกำลังกายไปด้วย กว่าจะโตพอฆ่ากินได้ ก็ใช้เวลาถึง 90 วัน ให้เลี้ยงไก่แบบใหม่ดีกว่า คือเมื่อไก่ออกจากไข่ ก็ให้อยู่ในกรงแคบๆ แล้วจุดไฟให้สว่างตลอดทั้งคืนทั้งวัน ไก่จะกินอาหารตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด เพราะธรรมชาติของไก่จะหลับต่อเมื่อมืดมันจะเกาะคอนนอนหลับ

แต่ไก่แบบใหม่นี้ตลอดชีวิตจะไม่รู้ว่าในโลกนี้มีเวลากลางคืนด้วย มันจึงตั้งหน้ากินโดยไม่มีพักผ่อน เป็นอันว่าครบ 45 วันก็โตพอจะเชือดได้ ไก่ฟาร์มจะหลับหนเดียวในชีวิต คือในวันที่ถูกเชือดนั่นเอง

วิธีนี้ทำให้สามารถเร่งอัตราผลิตไก่ได้ปริมาณมากเป็นทวีคูณ แถมไก่ฟาร์มเหล่านี้โตเร็วเนื้อนุ่ม (ยุ่ย) ถ้าปรับสภาพเล้าให้เพิ่มพื้นที่มากๆ โดยเลี้ยงเป็นชั้นๆ แบบคอนโดฯ ในเล้าๆ หนึ่งก็สามารถจุไก่ได้เป็นพันตัว ฟาร์มหนึ่งๆหลายสิบเล้า ก็หมายถึงเลี้ยงได้ฟาร์มละหมื่นๆตัว

เมื่อผลิตได้เยอะ ก็ต้องควบคู่กับการทำตลาด สังคมบริโภคนิยมปูพื้นฐานไว้ด้วยความคิดที่ว่า การกินเนื้อนมไข่เป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีการเชิดชูภาวะสุขภาพของชาวตะวันตกที่กินเนื้อสัตว์เยอะทั้งอ้วน ทั้งล่ำว่าเป็นภาพพจน์ของความแข็งแรง เทียบกับภาพพจน์ของชาวไร่ชาวนาที่กินข้าวกินผัก รูปร่างผอมเพรียวอยู่กับการทำไร่ทำสวน อยู่ในสภาพผู้อ่อนด้อยที่ไม่พึงประสงค์

ไม่เพียงภาพตัดของปริมาณการกิน แต่รูปแบบการกินเนื้อนมไข่ก็พัฒนาไปในรูปของการกินอย่างมี "แบรนด์เนม" กิจการไก่ทอดที่รสชาติเป็นหนึ่งเดียวทั่วโลกได้สยายปีกไปทั่วโลก และเข้ามาในเมืองไทย วงจรผลิตและเสพกินไก่ ฟูฟ่องไปทั่วโลก

เมืองไทยเป็นประเทศหนึ่งในฐานะผู้ผลิตไก่ ขายไก่ และเสพไก่อันแน่นเหนียว มันเป็นฟองสบู่ที่มีจุดอ่อนเปราะในห่วงโซ่บางห่วง รอการแตกหักที่อาจจะมีขึ้นสักวันหนึ่ง

เริ่มจากไก่ที่ถูกเลี้ยงโดยไม่ได้หลับได้นอนเลยตลอดชีวิตจะเกิดอะไรขึ้น ไก่ย่อมเครียดและภูมิต้านทานลด ทำให้ป่วยง่าย ติดเชื้อเก่ง แนวโน้มที่จะเกิดโรคระบาดแล้วตายทีเดียวครึ่งค่อนเล้าจึงมีสูงยิ่ง

ตรงนี้เองฟาร์มไก่จะใช้ยาปฏิชีวนะเป็นจำนวนมากใช้กันอย่างสม่ำเสมอ เป็นเหตุให้เกิดการปนเปื้อนของปฏิชีวนะจำนวนไม่น้อยในเนื้อไก่ตับไก่

ในปี พ.ศ.2527 มีอัตราตรวจพบการปนเปื้อนคลอแรมเฟนิคอลในเนื้อไก่ถึง 15% และในตับไก่ถึง 30% และอดีตอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ท่านหนึ่งถึงกับประกาศเองว่า ตนเองจะไม่ยอมกินเครื่องในไก่เป็นอันขาด

ข้อพึงระแวงสำหรับผู้บริโภคอีกประการหนึ่งก็คือ คำร่ำลือที่ว่าเนื้อไก่ฟาร์มอุดมไปด้วยฮอร์โมนที่ใช้ในการกระตุ้นไก่ ผลก็คือ มีคำร่ำลือที่ว่าการกินไก่ฟาร์มทำให้เด็กชายนมโต เด็กหญิงมีประจำเดือนเร็วผิดปกติ

แม้เรื่องดังกล่าวไม่มีการพิสูจน์แต่ที่แน่ๆ การกินไก่แบบแฟรนไชส์ ที่รสชาติของไก่ทอดกลางสยามสแควร์มีรสชาติเดียวกับที่แคลิฟอร์เนีย เป็นการซื้อเอาสารเคมีที่เป็นกลิ่นเฉพาะประจำยี่ห้อนั้นๆ มาให้คนทั้งประเทศกินกัน นั่นทำให้ผู้บริโภคที่เสพกินรสชาติดังกล่าว ต้องรับเอาสารเคมีเข้าสู่ร่างกายโดยไม่จำเป็น

ปัญหาข้างเคียงของกิจการไก่ทอดยังอยู่ที่การใช้น้ำมันที่ทอดซ้ำ ทั้งกับชิ้นไก่ทั้งกับเฟรนช์ไฟรด์ซึ่งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นไปแตกโมเลกุลของน้ำมันให้กลายเป็นสารก่อมะเร็งอีกหลายชนิดในน้ำมัน

แต่น้ำมันดังกล่าวเมื่อใช้แล้วแทนที่จะถูกทิ้งไป กลับมีการขายต่อจากบริษัทแฟรนไชส์เหล่านี้ลงสู่ตลาดล่าง ให้แม่ค้าในตลาดใช้ทอดอาหารซ้ำต่อไป อันเป็นการหมกเม็ดส่งปัญหาสุขภาพแก่ผู้บริโภคระยะยาว โดยไร้ความรับผิดชอบของกิจการข้ามชาติ

ภาพรวมของสังคมบริโภคนิยมที่ผู้คนมีแนวโน้มกินเนื้อกินไก่ล้นเกิน กินมันทอด ดื่มน้ำอัด โดยไม่กินผักผลไม้ ทำให้สุขภาพของคนทั้งประเทศมีปัญหาโรคอ้วน โรคไขมันเลือดสูง โรคความดัน โรคหัวใจ

แม้กระทั่งพบอัตราการป่วยเจ็บด้วยโรคมะเร็งพุ่งสูงตามไปด้วย

เหล่านี้คือการหมักหมมปัญหาสุขภาพของสังคมบริโภคนิยม เรื่องมาดีขึ้นบ้างตรงที่ความเข้มงวดของรัฐบาลในการควบคุมสารปฏิชีวนะปนเปื้อน และเทคนิคการเลี้ยงไก่ฟาร์มของบริษัทฟาร์มยักษ์เปลี่ยนมาเลี้ยงไก่ด้วยระบบบริบาลไก่ในระบบปิด การเลี้ยงไก่แบบ animal welfare ที่ไม่ทรมานไก่เหมือนก่อน แต่ก็ทำได้ในวงจำกัดของฟาร์มบริษัทยักษ์เท่านั้น

แล้วห่วงโซ่ที่อ่อนเปราะที่สุดก็แตกหักลง การเลี้ยงไก่อันแออัดเป็นแนวโน้มของการติดเชื้อได้ง่าย เปรียบเสมือนดินระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่

เมื่อมีเชื้อไข้หวัดนกเข้ามา เชื้อหวัดแท้ที่จริงก็เป็นเพียงชนวนระเบิดที่ทำให้ห่วงโซ่บริโภคนิยมของสังคมเยี่ยงนี้ขาดผึงลงเท่านั้น

แล้วเกษตรกรที่เป็นรากหญ้าผู้ที่รับความเดือดร้อนมากที่สุดจากหวัดนกในขณะนี้

แต่ใช่ว่าผู้บริโภคจะไม่เดือดร้อน เพราะชีวิตบริโภคนิยมตามแบบฉบับทำให้ภูมิต้านทานโรคเสื่อมลงสุดๆ โรคไข้หวัดใหญ่ในคนเชื้อแล้วเชื้อเล่าแพร่ระบาดเป็นระยะรวมไปถึงหวัดซาส์ซึ่งก็สงสัยกันว่าเป็นเชื้อไวรัสไขว้พันธุ์จากหมูไปหนูจนถึงมนุษย์

ชุมชนมนุษย์กำลังรอเชื้อไวรัสมฤตยูที่อาจจะมาเยือน ถ้ามีการไขว้พันธุ์ครั้งใหญ่ระหว่างไข้หวัดนกกับไข้หวัดใหญ่ หรือดีไม่ดีระหว่างหวัดนกกับหวัดซาร์และหวัดใหญ่ เป็นสามประสานสามัคคี "ตรีสรณาคม" องค์การอนามัยโรครออยู่ด้วยใจ...ตุ๊ม...ๆ...ต้อม...ๆ !

คน สัตว์ และจุลินทรีย์ แท้ที่จริงอยู่ร่วมกันในธรรมชาติมานานนับหมื่นปีแล้ว ที่ผ่านมามันจัดกันอยู่อย่างสมดุล แต่เมื่อใดก็ตามที่สมดุลนี้ถูกทำลายลง ปัญหาก็เกิดขึ้น เวลานี้ทั้งคน ทั้งไก่ เราเหมือนอยู่ในจานเพาะเลี้ยงยักษ์ที่เพิ่มประชากรทั้งคนทั้งไก่อย่างเบียดเสียดเยียดยัด แล้วสิ่งโสโครกในจานเพาะเลี้ยงยักษ์นี้ก็ทำลายพวกเรากันเอง อีกเมื่อไรหนอที่คนเราจะเรียนรู้บทเรียนซ้ำซากจากการกระทำของตัวเองกันเสียที

คำตอบนั้นไซร้ มิตรสหายเอ๋ย...อยู่ในสายลม...อยู่ในสายลม...!!


ที่มา
   www.matichon.co.th/avian_flu/sonline.php?Sid=1326 ( น.พ.บรรจบ ชุณสวัสดิกุล  คอลัมน์ธรรมชาติบำบัด )