|
เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ตรงทั้งของตัวผมเองและเพื่อนๆ
ที่อยู่ในสถานพินิจ โดยเราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน จนเห็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริงในสังคมที่ทำให้วัยรุ่นส่วนมากต้องก้าวพลาด
ก้าวผิดจังหวะ ทำให้เสียโอกาสที่ดีในการที่จะก้าวสู่ความสำเร็จของชีวิต
ผมคิดว่าสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นก้าวพลาดนั้น
ครอบครัวเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนต้องรับผิดชอบ เพราะส่วนมากต่างดิ้นรนหารายได้สู่ครอบครัว
จนลืมไปเลยว่า ต้นทุนที่ดีของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทองเพียงสิ่งเดียว
เมื่อเกิดช่องว่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ เวลาเด็กมีปัญหาก็ไม่กล้าเข้าไปปรึกษา
จนบางครั้งตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตัวเองและด้วยความเป็นเด็ก เมื่อทำอะไรลงไปก็มองไม่เห็นผลที่ตามมา
ทำให้ก้าวล้ำเส้นของกฎหมาย
ส่วนการหาทางออกด้วยการใช้ความรุนแรงของคนในครอบครัวนั้น
ผมคิดว่าเป็นการบ่มสร้างเหล่าอาชญากรขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะหลายคนในสถานพินิจถูกคนในครอบครัวทำร้าย
จนมีตราบาปติดตัวเป็นแผลฉกรรจ์ เนื่องจากการถูกตบตี ด่าทอ ทำลายสิ่งของที่เขารัก
ทำให้เก็บอารมณ์เกลียดชัง เคียดแค้น เหมือนกับระเบิดพร้อมที่จะทำลายล้างเมื่อโกรธแค้นใครสักคน
บวกกับความคึกคะนองแรงเชียร์ของเพื่อน หรือที่เด็กในสถานพินิจเรียกว่าการไดซ์
ทำให้ขาดสติ ขาดการยั้งคิด และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง จนในที่สุดการถูกใช้ความรุนแรงตั้งแต่เด็กได้ต่อยอดจากผู้รับกลายเป็นผู้กระทำ
จนต้องพลาดเข้าสู่ที่กักขังอิสรภาพคือสถานพินิจ แต่ถ้าโชคร้ายอายุเกิน
18 ปี ก็ต้องตบเท้าเข้าสู่เรือนจำซึ่งโทษหนักกว่าเยาวชน
เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับผู้กระทำผิด
คนส่วนมากคิดว่าศีลธรรม จริยธรรม ที่แข็งแรงอาจจะทำให้คนละเลิกได้
แต่แท้ที่จริงสำหรับผู้กระทำผิดอย่างพวกผม สิ่งเหล่านั้นอาจหยุดผมได้ชั่วขณะหนึ่ง
แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใต้สำนึกของพวกผมได้ หรือแม้แต่การที่นำเอาสถิติมาเป็นผลลัพธ์แล้วตีกรอบล้อมคอกโดยไม่ใช้ความเข้าอกเข้าใจ
เพื่อค้นหาว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงกระทำผิด การใช้สูตรสำเร็จเพื่อให้คนดีโดยการอัดความเชื่อความชอบของผู้ใหญ่ลงไปคงยากที่จะสัมฤทธิผล
หากมองผ่านประสบการณ์ของผมที่ได้คลุกคลีกับเพื่อนๆ ในนี้ โดยเฉพาะเพื่อนที่ผ่านสถานพินิจหลายรอบ
ผมคิดว่าเมื่อเด็กได้รับรู้สิ่งที่ไม่ดีเข้าไป
การออกคำสั่งให้เลิกคิด เลิกรับรู้ไม่มีประโยชน์และไม่สามารถทำให้มนุษย์เลิกคิดได้
เพราะมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ต้องการจะลบล้างข้อมูลเมื่อไหร่อย่างไรก็สามารถทำได้
มนุษย์มีเลือดเนื้อชีวิตจิตใจ และที่สำคัญมีสมอง ดังนั้น ควรใช้เหตุผลอธิบายว่าสิ่งไหนถูก
สิ่งไหนผิด ต้องนำไปปรับใช้ในรูปแบบใดที่จะไม่ทำให้ใครสักคนได้รับความเดือดร้อน
และผมคิดว่าสิ่งที่เป็นนายและสั่งทุกคนได้มีอยู่สิ่งเดียวคือ "จิตใต้สำนึก"
ที่มนุษย์ทุกคนต่างมีอยู่ สำหรับผม ผมคิดว่าคำสั่ง อำนาจ ความรุนแรง
คือ ผลประโยชน์ของมนุษย์ที่มีไว้เพื่อกดขี่ข่มเหงรังแกผู้อื่น
การให้โอกาส ความรัก ความเข้าใจ
คือ การให้ที่ไม่มีอะไรแอบแฝง ปิดบัง ซ่อนเร้น
และนี่คือการเรียนรู้ของผมจากต่างที่ต่างเวลาใน
2 สังคม 2 สถานพินิจ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของผม
และหลังจากที่ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในสถานพินิจไประยะหนึ่ง
ผมได้พบกับความจริงว่าเด็กที่ถูกปล่อยสู่สังคมโดยไม่มีที่รองรับ ทั้งงานและสถานศึกษา
ส่วนมากจะกลับสู่วงจรอาชญากรรมอีก เมื่อถูกจับชีวิตก็วนเวียนอยู่กับแวดวงเหล่าอาชญากร
ทำให้ยากที่จะแก้ไขให้เป็นคนดี หรือแม้แต่เพื่อนของผมเองที่ต้องการเริ่มต้นจากอาชีพล้างจานตามร้านอาหารโดยการหาห้องเช่าเล็กๆ
ให้พอซุกหัวนอน แต่เขาก็ได้แต่ฝัน เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีหน่วยงานใดรับรองคนอย่างเขา
เพื่อนคนนี้บอกผมว่า "ถ้าเป็นคนดีที่เลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้ ก็ขอเป็นคนเลวที่สามารถเลี้ยงพ่อแม่ได้ดีกว่า
และถ้าต้องแลกชีวิตกับใครสักคนที่ทำให้พ่อแม่สบาย เขาก็พร้อมที่จะแลก"
ณ โอกาสนี้จึงอยากเรียนผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายโปรดให้โอกาสคนเหล่านี้
เพราะผมเชื่อว่าเมื่อท่านทำผิดพลาดท่านก็ต้องการโอกาสแก้ตัวใหม่ใช่ไหมครับ
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการเป็นวัยรุ่นที่ก้าวพลาดและอยากบอกกับพ่อแม่ทุกคนก็คือ
หากคุณต้องการให้ลูกของคุณนอนหลับสบายไม่ต้องพบกับฝันร้าย อาจไม่จำเป็นต้องเล่านิทานดีๆ
ก่อนนอนเสมอไปหรอกครับ แค่เพียงคำชื่นชม "ลูกพ่อเก่ง ลูกแม่เป็นคนดี"
เท่านี้ก็สามารถทำให้ลูกหลับสบายได้ ด้วยความคิดที่ว่าพ่อแม่ยังอยู่ด้วยตลอดเวลา
ไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังเพียงคนเดียว ซึ่งตัวผมเองได้ชื่อว่าเป็นพ่อคนแล้วแต่เมื่อได้รับคำชื่นชมจากพ่อแม่
ผมยังรู้สึกภาคภูมิใจและคิดว่าสิ่งที่ผมทำไปทุกสิ่งพ่อแม่ยังคงเฝ้าดูอยู่
ดูอย่างห่วงใย ไม่ได้ดูอย่างจับผิด และที่สำคัญไม่ได้ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาตามลำพังหรือใช้ชีวิตแล้วแต่เวรแต่กรรมที่ลูกก่อไว้
นอกจากนั้น การมีแบบอย่างที่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนมีทางเลือกในการดำเนินชีวิตมากขึ้น
เพราะบางคนอาจสับสนลังเลอยู่ว่าจะดำเนินชีวิตในรูปแบบไหน เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับปัญหาก็สามารถนึกถึงแบบอย่างว่าเคยต่อสู้แก้ไขปัญหาครั้งนั้นอย่างไร
และได้ผลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทำให้มีทางออกที่ดีมากยิ่งขึ้น
ผมคิดว่าชีวิตคนเราไม่ต่างกับตัวละคร
ที่ต้องแสดงต่อไปจนจบเรื่อง ละครเรื่องนี้อาจจะยาว แต่เมื่อมองย้อนกลับไป
ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองที่มีทั้งดีและร้าย สำหรับผมไม่ว่าจะเล่นบทไหน
ตัวอะไร ถ้าทำให้ดีที่สุดความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล ความสำเร็จของดาราอาจเป็นตุ๊กตาทอง
ส่วนความสำเร็จของผมก็ไม่ใช่แค่การมีบ้านหนึ่งหลัง รถหนึ่งคัน แต่เป็นการที่สามารถชนะใจตนเองได้
เพราะผมเชื่อว่าการที่เราสามารถนะใจตนเองได้นั้นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
แม้ผมเคยชนะคนอื่นมามากมาย แต่ยังไม่เคยภาคภูมิเท่ากับการได้ชนะใจตนเอง
ชนะใจคือชัยชนะที่ยั่งยืนจริงๆ ครับ
|