website เพื่อการศึกษา และ นานาความรู้   

วันวิสาขบูชา

คำว่า “วิสาขะ” มาจากคำศัพท์เต็ม ว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ คือวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน๖ ในทางจันทรคติ ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗

ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ

      ๑. วันประสูติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี หลังจากเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรในเมืองมนุษย์เป็นชาติท้ายแล้ว เสด็จไปอุบัติเป็นสันดุสิตเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดุสิต และได้รับการทูลเชิญจากเหล่าเทพทุกชั้นฟ้าให้เสด็จมาจุติโปรดสัตว์โลก พระองค์ได้เสด็จถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พระราชมารดา โดยมีพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระราชบิดา ได้รับการขนานพระนามว่า “เจ้าชายสิทธัตถะ” ทรงมีความพรั่งพร้อม เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ ยศสมบัติ บริวารสมบัติ มีปราสาท ๓ หลัง ๓ ฤดู เป็นที่อยู่อาศัย ได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางยโสธราพิมพา เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ใช้ชีวิตในฆราวาสวิสัยอยู่ถึง ๒๙ ปี จึงเสด็จออกบวช พระทัยมุ่งหวังตั้งแต่ประสูติ คือเพื่อจะให้มวลมนุษย์พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เวียนว่ายเป็นสังสารวัฏ เรียกว่า “เกิดเพื่อต้องการแก้ปัญหาให้มนุษย์”

พระพุทธองค์ทรงแสวงหาทาง ทรงเดินตามแบบอย่างครูคืออุทกดาบส และอาฬารดาบส แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จสูงสุดในการแก้ไขปัญหามนุษย์ หรือแม้กระทั่งเอาพระชนม์ชีพเข้าแลกโดยการทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา เป็นเวลานานถึง ๖ ปี

     ๒.วันตรัสรู้. ในที่สุด พระองค์ทรงเลือกหนทางที่เป็นกลาง ไม่หย่อน ไม่ตึงเกินไป เดินไปสู่หนทางแห่ง “อริยมรรค” จึงทรงค้นพบหลักความจริง ที่เป็น “กุญแจไขปริศนาความทุกข์ของมวลมนุษยโลก” ได้ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ทรงค้นพบด้วยโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด พระองค์ทรงเข้า "ฌาน" จนถึงเข้าสู่ปัญญาญาณ ...

ทรงบรรลุ "ษุพเพนิวาสานุสติญาณ" คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของพระเองเองและผู้อื่น
ทรงบรรลุ "จุตูปปาตญาณ" คือทรงรู้แจ้งการจุติ (ดับ) และอุบัติ (เกิด) ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ทรงบรรลุ "อาสวักขยญาณ" คือรู้ทรงแจ้งวิธีกำจัดกิเลส

ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้น พระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา อริยสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ คือ อริยสัจ ๔ หรือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่
๑. ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
๒. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ และ
๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์
ทั้ง ๔ ข้อนี้ คือสัจธรรม เรียกว่า อริยสัจ เป็นสัจธรรมชั้นสูง ประเสริฐ
การทรงค้นพบสัจธรรมนี้ เสมือนทรงค้นพบดวงประทีป ที่ทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรมแก่ เวเนไนยสัตว์ ที่ควรตรัสรู้และบรรลุธรรม เสมือนทรงเปิดโลกที่มืดมิด ให้สว่างไสวพร่างพราว ปุถุชนที่นัยน์ตาเต็มไปด้วยธุลี คือกิเลสตัณหา ต่างได้รับการชุบชำระล้างให้ตากระจ่าง ทรงเปิดเผย ทรงจำแนก ทรงแจกแจง ทรงทำให้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ ใช้ในชีวิตจริง ดังพุทธพจน์รับรองว่า “วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานี กะโรติ” มิได้ทรงปิดบังอำพราง พุทธภาษิตทุกพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์ งดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ประดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด เป็นวันประกาศวิมุติ หลุดพ้นจากการเป็นทาสของกิเลสตัณหา ประกาศชัยชนะเหนือกิเลสมารทั้งปวง เรียกว่า “รู้แล้วช่วยให้หลุดพ้นจากความทุกข์”

     ๓.เสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

“สิยา โข ปนานนฺท ตุมฺหากํ เอวมสฺส อตีตสตฺถุกํ ปาวจนํ นตฺถิ โน สตฺถาติ น โข ปเนตํ อานนฺท เอวํ ทฏฺฐพฺพํ โย โว      อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา”

“อานนท์ พวกเธออาจจะพากันคิดว่า อีกไม่นาน พระธรรมวินัยจักมีศาสดาล่วงลับไปแล้ว พระศาสดาของเราก็จักไม่มีแล้ว อานนท์ พวกเธอ อย่าพึงเห็นอย่างนี้ อานนท์ ธรรมและวินัยอันใดที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้แก่พวกเธอ ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดา (แทน)ของพวกเธอ เมื่อเราล่วงลับไป”

เป็นพุทธดำรัสที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสกับพระอานนท์ก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานไม่นาน พระสุรเสียงนี้เสมือนยังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของพุทธบริษัทตราบเท่าปัจจุบัน แม้ว่าพระรูปกายของพระพุทธองค์จะสูญสลายไปตามธรรมชาติ แต่ ธรรมและวินัย หรือคำสั่งสอนทุกอย่างยังประจักษ์และคงอยู่ตลอดกัลปาวสาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เสด็จปรินิพพาน ณ ร่มไม้รัง (ต้นสาละ) คู่ ในสาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี ถึงแม้จะเป็นการเสด็จไปตามคติธรรมดามนุษย์ แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์การสูญเสียอุตตมบุคคลที่สำคัญที่มีคุณต่อโลกทั้ง ๓ เพราะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ สกุล เป็นมนุษย์ เป็นพรหม เป็นเทวดา นาค ครุฑ คนธรรพ์ หรือแม้กระทั่งเป็นสัตว์นรก ต่างได้ลิ้มรสพระธรรม พ้นจากความทุกข์

พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแม้กระทั่งวินาทีสุดท้าย โดยทรงสร้างศาสนบุคคลฝากไว้ในพระพุทธศาสนา กล่าวคือทรงแสดงธรรมโปรดแก่ปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อสุภัททะ และได้ทรงประทานอุปสมบทให้เป็นพุทธสาวกองค์สุดท้าย ความสำคัญของพุทธปัจฉิมโอวาท คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรคำนึง เข้าถึง และน้อมนำไปปฏิบัติ เป็น “คำพูดของพ่อ คำขอร้องครั้งสุดท้าย” ทรงประทานไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงประกอบกิจทั้งปวงที่เป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน ๖ นั้น เรียกว่า “นิพพาน เพื่อการไม่เกิดอีกต่อไป แต่สิ่งที่ฝากไว้คืออย่าได้ประมาทมัวเมา

     นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก

ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย

   วันวิสาขบูชานี้ ปรากฏตามหลักฐานว่า ได้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬาร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่

   สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมากเพราะพระสงฆ์ชาวลังกา ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

   ในหนังสือนางนพมาศได้กล่าวบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้ พอสรุปใจความได้ว่า " เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุก หมู่บ้านทุกตำบล ต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษ ด้วยดอกไม้ของหอม จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นการอุทิศบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็น ก็เสด็จพระราช ดำเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ต ลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ไปยังพระ อารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน

   ส่วนชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ สามเณรบริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่ คนพิการ บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุ ยืนยาวต่อไป "

   ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เข้าครอบงำประชาชนคนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา จึงไม่ปรากฎหลักฐานว่า ได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงดำริกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟู การประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ โดย สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรกในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุ และอยู่เญ็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากัน

   ฉะนั้น การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

ห ลั ก ธ ร ร ม ส ำ คั ญ ที่ ค ว ร น ำ ม า ป ฏิ บั ติ

๑. ค ว า ม ก ตั ญ ญู คือความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว่ก่อน เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น

• บิดามารดา มีอุปการคุณแก่ลูก ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจนเติบโต ให้การศึกษาอบรมสั่งสอน ให้เว้นจากความชั่ว มั่นคงในการทำความดี เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก

• ลูกเมื่อรู้อุปการะคุณที่บิดามารดาทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการประพฤติตัวดี สร้างชื่อเสียงให้ แก่วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่าน และช่วยทำงานของ ท่าน และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

• ครูอาจารย์มีอุปการคุณแก่ศิษย์ ในฐานะเป็นผู้ประสาทความรู้ให้ ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี สอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบังยกย่องให้ปรากฎแก่คนอื่น และช่วยคุ้มครองให้ศิษย์ทั้งหลาย

• ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจเรียน ให้เกียรติ และให้ความเคารไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู

• ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ ถือว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี ส่งผลให้ครอบครัว และสังคมมีความสุขได้เพราะ บิดามารดาจะรู้จักหน้าที่ของตนเอง ด้วยการทำอุปการคุณให้ก่อน และลูกก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเองด้วยการทำดีตอบแทน

• นอกจากบิดากับลูก และครูอาจารย์กับศิษย์แล้ว คุณธรรมข้อนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้แม้ระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง อันจะส่งผลให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

• ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้า ทรงเป็นบุพการรีในฐานะที่ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนา และทรงสอนทางพ้นทุกข์ให้แก่เวไนยสัตว์

• พุทธศาสนิกชน รู้พระคุณอันนี้จึงตอบแทนด้วยอามิสบูชาและปฎิบัติบูชากล่าวคือการจัดกิจกรรม ในวันวิสาขบูชา เป็นส่วนหนึ่งที่ชาวพุทธแสดงออก ซึ่งความกตัญญูกตเวที ต่อพระองค์ด้วยการทำนุ บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา และประพฤติปฎิบัติธรรม เพื่อดำรงอายุพระพุทธศาสนาสืบไป

๒. อ ริ ย สั จ ๔
อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคน มี ๔ ประการ คือ

• ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิตพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ก็เพื่อให้ทราบว่ามนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกัน ทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐานคือทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด การแก่ และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือทุกข์ที่เกิด จากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ อาทิความ ยากจน

• สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดเหตุนั้น คือ ตัญหา อันได้แก่ความอยากได้ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น

• นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์คือปัญหาของชีวิต ทั้งหมดที่สามารถแก้ไข ได้นั้นต้องแก้ไขตามทางหรือวิธีแก้ ๘ ประการ ( ดูมัชฌิมาปฎิปทา )

• มรรค การปฏิบัติเพื่อจำกัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ

๓. ค ว า ม ไ ม่ ป ร ะ ม า ท
ความไม่ประมาทคือ การมีสติเสมอทั้ง ขณะทำขณะพูด และขณะคิด สติคือการระลึกได้ ในภาคปฎิบัติเพื่อนำ มาใช้ในชีวิตประจำวัน หมายถึง การระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหว ของอริยาบท ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน การฝึกให้เกิดสติทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวของอริยาบท กล่าวคือ ระลึกทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง และนอน รวมทั้ง ระลึกรู้ทัน ในขณะพูดคิด และขณะทำงานต่างๆ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่า มีความไม่ประมาท

การทำงานต่างๆ สำเร็จได้ก็ด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือผู้ทำย่อมต้องมีสติระลึกรู้อยู่ว่า ตนเองเป็นใครมีหน้าที่อะไร และกำลังทำอย่างไร หากมีสติระลึกรู้ได้อย่างนั้น ก็ย่อมไม่ผิดพลาด

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติคือ  "วันสำคัญของโลก" ( Vesak Day )

ภูมิหลัง
๑. ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ตกลงกันที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติประกาศวัน วิสาขบูชาให้เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ

๒. ในการเยือนของประเทศต่างๆ ในอินโดจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ในปี ๒๕๔๒ ก็ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ และได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ได้ด้วยดี

๓. คณะทูตถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กได้จัดเตรียมร่างข้อมติ และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อให้มีการรับรองข้อมติเรื่องการประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔

๔. โดยที่สหประชาชาติประกาศวันหยุดเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และจะเป็นปัญหาในเรื่องงบประมาณและการบริหารแก่ สหประชาชาติ หากประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด ศรีลังกาจึงได้ตัดสินใจที่จะเสนอร่างข้อมติ ขอให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลที่สหประชาชาติ ทั้งที่สำนักงานใหญ่ และสำนักงานต่าง ๆ แทนการเสนอให้เป็นวันหยุดซึ่ง ออท. ผู้แทนถาวรประเทศต่าง ๆ รวม ๑๖ ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฐาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สเปน อินเดีย ไทย และยูเครน ได้ร่วมลงนามในหนังสือถึงประธานสมัชชาฯ เพื่อให้นำเรื่องวันวิสาขบูชาเข้าเป็นระเบียบวาระการประชุมของสมัชชาฯ

๕. ต่อมาเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ General Committee ของสมัชชาฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดย ออท.ผู้แทน ถาวรศรีลังกาได้กล่าวถ้อยแถลงสนับสนุนหนังสือร้องขอให้ที่ประชุมบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชาเต็มคณะ ออท.ผู้แทนถาวรไทย อินเดีย สเปน บังคลาเทศ ปากีสถาน ไซปรัส ลาว และภูฐาน ได้กล่าวถ้อย แถลงสนับสนุน ซึ่งที่ประชุม General Committee ได้มีมติให้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาเต็มคณะ

ปัจจุบัน
๑. เมื่อ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔ ได้พิจารณาระเบียบวาระที่ ๑๗๔ International recognition of the Day of Visak โดยการเสนอของศรีลังกา

๒. ในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯ ได้เชิญผู้แทนศรีลังกาขึ้นกล่าวนำเสนอร่างข้อมติ และเชิญผู้แทนไทย สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน สเปน พม่า เนปาล ปากีสถาน อินเดียขึ้นกล่าวถ้อยแถลง สรุปความว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของ สหประชาชาติ จึงขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติ โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติและที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการระลึกถึง (observance) ตามความเหมาะสม

๓. ที่ประชุมฯ ได้รับรองร่างข้อมติโดยฉันทามติ

ถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฯ ศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
ถ้อยแถลงของนายวรวีร์ วีรสัมพันธ์ อุปทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

เหตุผลที่ องค์การสหประชาชาติหนดให้ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของโลก
เนื่องจากคณะกรรมมาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมพิจารณาและมีมติเห็นพ้องต้องกันประกาศให้วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลกทั้งนี้

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวล มนุษย์ทั้งหลายในโลก จะเห็นได้จากการยกเลิกแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกทาสโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นนักอนุรักษ์สัตว์ป่าอีกด้วย กล่าวคือ ทรงสอนให้ไม่ฆ่าสัตว์ ให้รู้จักช่วยเหลือสัตว์ เหตุผลสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ พระองค์ ทรงเปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้ โดย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนา พุทธและทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทน

ข้อควรปฏิบัติสำหรับพุทธศาสนิกชน

พุทธศาสนิกชนเมื่อได้ทราบประวัติความเป็นมาพื้นเพภูมิหลังเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อเอาชนะกิเลสของพระพุทธองค์แล้วทรงประกาศธรรม เผยแพร่ไปแก่สรรพสัตว์ให้พบความสุข สันติ และนิพพานในที่สุดแล้ว พึงตั้งจิตสำรวมกาย วาจา และใจ แล้วประกอบกุศลกรรมความดีในลักษณะต่างๆ ที่ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน แต่เป็นไปเพื่อบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ตน สังคม ประเทศชาติต่อไป...ดังนี้

๑. ทำความสะอาดเคหะสถาน ที่อยู่อาศัย สถานศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างๆ ให้ ประดับธงธรรมจักร ธงชาติไทย จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชา
๒. บำเพ็ญประโยชน์ตน ด้วยการบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร เข้าวัด ฟังธรรม สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ งดเว้นการดื่มสุรา ละเว้นอบายมุขทุกชนิด
๓. บำเพ็ญประโยชน์ท่าน ด้วยการเชิญชวนสมาชิกในครอบครัว ญาติมิตรพี่น้องทำบุญ บริจาคทาน ให้ทาน บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อแก่คนทั่วไป ปลูกต้นไม้ ดูแลสิ่งแวดล้อม หรือบริจาคโลหิตการกุศล เป็นต้น
๔. สืบสานประเพณีพุทธ ด้วยการประทักษิณเวียนเทียน ที่วัดใกล้บ้าน พุทธสถานที่สะดวก
๕. จัดกิจกรรม ที่เหมาะสมในหน่วยงาน องค์กร และอื่นๆ เช่น จัดประกวด สวดสรภัญญะ บรรยายธรรม คำขวัญ บทร้อยกรอง บทความ เรียงความ การวาดภาพ ทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวันวิสาขบูชา เป็นต้น

อ้างอิง
http://www.dhammathai.org/day/visaka.php
http://www.mahidol.ac.th/muthai/_popup/visaka/


แนะนำ  แสดงผลที่หน้าจอขนาด  800 x 600 pixels   และ  textsize medium
จัดทำโดย  นายปราโมทย์  มุกดา    โรงเรียนท่าแพผดุงวิทย์  อำเภอท่าแพ  จังหวัดสตูล
e-mail   pmuk4@hotmail.com