|
แม้ภาพรัฐบาลยอมถอย ในเรื่องพืชจีเอ็มโอจากสายตาของสังคม
ทว่าในมุมมองของเอ็นจีโอ โดยเฉพาะกรีนพีซ กลับมองว่าขบวนรถไฟเทคโนโลยีชีวภาพสายนี้
ยังติดเครื่องรอพร้อมทะยานออกไปตลอดเวลา ฉะนั้นท่าทีของรัฐบาลขณะนี้ไม่ได้หมายความว่า
คนไทยจะปลอดภัยจากจีเอ็มโอ กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์ วรุณวาร สว่างโสภากุล
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถานการณ์จีเอ็มโอของไทยเป็นอย่างไร ?
ความเข้าใจเรื่องจีเอ็มโอในบ้านเรายังมีไม่มากพอ
ยังไม่มีการติดตามว่าคนที่กินพืชจีเอ็มโอเข้าไปแล้วในระยะยาวเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แม้แต่อเมริกาเองที่บริโภคจีเอ็มโอมา 6 ปี ก็ไม่มีการติดตามผลหรือตรวจสอบวิจัยแต่อย่างใด
แต่ก็มีข้อมูลด้านนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นห่วงก็คือ โรคภูมิแพ้
ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ตรวจสอบยากมาก เพราะคนทุกคนไม่ได้แพ้ในสิ่งเดียวกัน
ซึ่งการที่เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรบ้าง มันก็เหมือนกับระเบิดเวลา
ความรุนแรงในบ้านเราขณะนี้หากเทียบกับ
3 ประเทศ คือ อเมริกา แคนาดา และอาร์เจนตินา ที่ปลูกพืชจีเอ็มโอมากที่สุดคิดเป็น
90% ของพื้นที่ปลูกจีเอ็มโอทั่วโลก ส่วนพืชที่เป็นจีเอ็มโอก็มีอยู่ไม่กี่ชนิดคือ
ถั่วเหลือง ฝ้าย ข้าวโพด และมะละกอ และ 90% เป็นของบริษัทมอนซานโต้
ซึ่งความรุนแรงก็คือ ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมพืชจีเอ็มโอได้แล้ว
ส่วนสถานการณ์ของไทยเราอยู่ระหว่างทางแยก
เหมือนกับว่าเรากำลังจะขึ้นรถไฟขบวนเทคโนโลยีชีวภาพในสายที่มีคนเคยขึ้นมาแล้ว
และก็มีปัญหาให้เห็น หรือว่าเราจะขึ้นอีกขบวนไปเลยที่เป็นแนวเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน
ซึ่งมีคำตอบไว้หมดแล้ว
แล้วเรื่องสิทธิบัตรตกลงเป็นของใคร
?
ดร.เดนนิส กอนซาลเวส ซึ่งถือเป็นบิดาของมะละกอจีเอ็มโอ
โดยเป็นคนที่พัฒนามะละกอจีเอ็มโอที่ฮาวายขึ้นมา และเป็นคนที่ช่วยเหลือประเทศต่างๆ
ที่ไปที่คอร์แนล ไม่ว่าจะเป็นไทย จาเมกา ไต้หวัน บราซิล เหล่านี้ที่เอามะละกอของตัวเองไปที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล
เพื่อนำไปตัดต่อยีนโดยความช่วยเหลือของ ดร.เดนนิส คนนี้
โดยดร.เดนนิส คนนี้ก็ได้มีการขอยื่นจดสิทธิบัตรตัวใหม่
3 ตัวที่เราเจอในเวบไซต์ www.uspto.gov หรือ www.wipo.org ซึ่งตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วเมื่อวันที่
15 มิถุนายน 2547 ว่าด้วยเรื่องสิทธิบัตรเหนือโครงสร้างดีเอ็นเอและวิธีการที่จะทำให้มะละกอต้านทานไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอได้
เพราะฉะนั้นจากนี้ไป วิธีการทั้งหมดโครงสร้างยีนทั้งหมด และโครงสร้างดีเอ็นเอทั้งหมด
ที่จะทำให้พืชต้านทานโรคใบด่างวงแหวนมะละกอนั้น ได้ถูกจดสิทธิบัตรโดยบุคคลคนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
แสดงว่าดร.เดนนิส เป็นเจ้าของสิทธิบัตร
?
ไม่ใช่ เพราะเมื่อจดเสร็จแล้ว
ก็จะต้องมีการมอบว่าให้ใครเป็นเจ้าของสิทธิบัตร โดยส่วนใหญ่ก็จะมอบให้หน่วยงานที่ผู้จดสังกัดอยู่
ในที่นี้ก็คือ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ทว่าคอร์แนลในที่นี้เป็นสถาบัน Cornell
Research Foundation ,Inc. ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Cornell Center
for Technology, Enterprise & Commercialization(CCTEC) เป็นสถาบันที่จดทะเบียนในรูปของบริษัท
ไม่ใช่เป็นมูลนิธิหรือมหาวิทยาลัย
ความหมายก็คือ ไม่ว่าใครหรือจะเป็นประเทศไหนที่ปลูกมะละกอจีเอ็มโอด้วยวิธีการนี้
ก็ต้องอยู่ภายใต้สิทธิบัตรของบริษัทนี้ ซึ่งไทยเราก็ส่งไปที่คอร์แนลด้วย
แต่ก็ต้องมาดูที่สัญญาด้วยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะไม่ใช่เป็นเรื่องของเงินหรือการแบ่งปันผลกำไรอย่างเดียว
แต่สัญญาอาจจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสิทธิในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์
ซึ่งเมื่อไรที่มีการปนเปื้อนจีเอ็มโอในมะละกอทั่วไป สิทธิบัตรก็จะติดตามผลมะละกอเหล่านั้นไปด้วย
นอกจากนี้ยังมีการขอจดสิทธิบัตรอีก
2 ตัว ที่ยื่นขอไปแล้วแต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ สิทธิบัตรเหนือยีนไวรัสใบด่างวงแหวนมะละกอทั้งหมด
หมายถึง ยีนไวรัสสายพันธุ์ของไทยที่เราส่งไปที่คอร์แนล ก็ถูกเอาไปจดสิทธิบัตร
ซึ่งของประเทศอื่นๆ ก็ถูกนำไปจดสิทธิบัตรด้วย เช่น ของฮาวาย บราซิล
จาเมกา เม็กซิโก เวเนซุเอลา เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่ไทยเอายีนไวรัสตัวนี้ไปใช้ถึงแม้จะเป็นของเราเอง
ก็ต้องขออนุญาตเจ้าของสิทธิบัตร
และสิทธิบัตรตัวสุดท้ายจะเป็นสิทธิบัตรเหนือวิธีการควบคุมการสุกของมะละกอและสามารถต้านทานโรคได้
โดยไม่ได้เจาะจงว่าโรคอะไรด้วย ก็คือเมื่อไรที่มีใครนำวิธีการนี้ไปก็ต้องขออนุญาตทั้งหมด
ซึ่งก็จะเป็นชัดเจนว่า ดร.เดนนิส คนนี้เขาก็มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ด้วย
จะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง ?
สำหรับผลกระทบที่จะตามมาก็คือ
มะละกอจีเอ็มโอที่เราทำอยู่มันไม่ใช่ของเรา ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเราเอาพันธุ์แขกดำแขกนวลของเราไป
และเอายีนไวรัสสายพันธุ์ไทยของเราไป เพื่อนำไปตัดต่อกลับมา แต่ในที่สุดเรื่องมันก็เปิดเผยความจริงที่ว่า
เมื่อก่อนบอกว่ามันเป็นของคนไทย เป็นความสำเร็จของนักวิจัยไทย แต่จริงๆ
แล้วตัวสิทธิบัตรไม่ใช่ของเรา ไทยไม่ได้เป็นเจ้าของมะละกอจีเอ็มโอ
ผลกระทบอันดับแรกก็คือ เมื่อไรที่มะละกอจีเอ็มโอมันมีการปนเปื้อนในมะละกอปกติทั่วไป
สิทธิบัตรความเป็นเจ้าของเหล่านี้ก็จะติดตัวไปด้วย
ไทยเซ็นเอ็มโอยูไปหรือยัง
?
มันมีขั้นตอนต่อไปว่า เมื่อเวลาที่เราจะใช้มะละกอจีเอ็มโอ
มันก็ต้องมีการเซ็นสัญญาหรือเอ็มโอยู ซึ่งสัญญาที่ว่านี้ ทางกรมวิชาการเกษตรก็ยังไม่ได้มีการเปิดเผยว่า
ได้เซ็นอะไรไปแล้วบ้าง เห็นบางรายงานข่าวบอกว่ากำลังร่างสัญญากันอยู่
แต่ที่เราได้รับข้อมูลจากรายงานการประชุมเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
ซึ่งเราดาวน์โหลดมาจากเวบไซต์ของกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า มีการเซ็นเอ็มโอยูไปแล้ว
ก็เลยไม่รู้ว่าตกลงข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรต้องชัดเจนเรื่องนี้
และที่ไปกว่านั้น ทางคอร์แนลยังไปยื่นขอจดสิทธิบัตร
กับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)โดยเป็นสิทธิบัตรตัวเดียวกัน
ซึ่งก็จะมีผลบังคับใช้กับประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก100
กว่าประเทศ
สรุปคือมะละกอจีเอ็มโอไม่ใช่ของไทย
?
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า มะละกอจีเอ็มโอที่เรากำลังทดลองกันอยู่นี้มันไม่ใช่ของเรา
ส่วนเอ็มโอยูมันเป็นแค่เป็นการบอกว่า ผลประโยชน์จะแบ่งกันอย่างไร ถ้าเราจะใช้ของเขาเราจะต้องทำอะไรบ้าง
เกษตรกรไทยจะต้องเซ็นสัญญาเหมือนกับเกษตรกรที่ฮาวายต้องเซ็นหรือไม่
หรือห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในปีต่อไปหรือไม่ เป็นต้น
ซึ่งประเด็นเหล่านี้ เรามองว่าเป็นการละเมิดสิทธิของเกษตรกรอย่างมาก
ในขณะที่เกษตรกรไม่ได้มีการแชร์ผลประโยชน์ใดๆ เลย หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้ต้องการปลูกพืชจีเอ็มโอ
แต่ถูกปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจก็ต้องเสียหายไปด้วย
ไม่รู้ว่ากรมวิชาการเกษตรจะรู้หรือไม่ว่ามันมีประเด็นแบบนี้
ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้มันอยู่ในเวบไซต์ www.uspto.gov หรือ www.wipo.org
ซึ่งมันเป็นเวบไซต์ของทางการสหรัฐและหน่วยงานสากล ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้
ปัญหามะละกอจีเอ็มโอที่ฮาวายเป็นอย่างไร
?
ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในฮาวาย
โดยรัฐฮาวายจะต้องทำสัญญากับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร จากนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องมะละกอขึ้นโดยเฉพาะ
เพื่อทำหน้าที่แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกร ซึ่งในช่วงแรกก็มีการแจกจ่ายให้ฟรี
ทว่าในการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรนั้น เกษตรกรจะไม่ได้รับเมล็ดพันธุ์ไปมือเปล่าโดยที่ไม่ต้องเสียอะไร
แต่ว่าเกษตรกรต้องเซ็นสัญญาเพื่อรับรู้ว่า เมล็ดพันธุ์เป็นของคนอื่น
ไม่ใช่ของตัวเอง
ในอดีตที่เกษตรกรเคยเก็บเมล็ดพันธุ์แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์กันได้อย่างเสรี
ซึ่งของพวกนี้จริงๆ มันควรจะแลกเปลี่ยนกันได้ แต่ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอจะทำแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
เกษตรกรต้องรับรู้ในตัวสัญญานี้ พอปลูกไปได้สักระยะก็จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามมา
เพราะเมล็ดพันธุ์เป็นของเขา เขาจะทำอย่างไรก็ได้ เกษตรกรก็จะตกเป็นทาสเจ้าของสิทธิบัตรตลอดไป
เรื่องแบบนี้เกษตรกรไทยได้รับรู้หรือเปล่า
?
จริงๆ แล้วคนที่จะให้ข้อมูลเรื่องนี้ควรจะเป็นหน่วยงานของรัฐ
ในที่นี้ก็คือ กรมวิชาการเกษตรที่ต้องให้ข้อมูลเกษตรกร ขณะที่กรีนพีซเองเราไม่มีหน้าที่ในการให้ข้อมูล
บทบาทของเราเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เราเปิดโปง เป็นประจักษ์พยาน
ใช้วิธีการเผชิญหน้ากับปัญหา แต่ถ้าไปถามเกษตรกรก็ไม่มีใครรู้ว่า เมล็ดพันธุ์ที่เขานำไปปลูก
เขาจะได้หรือเสียอะไรบ้าง กรมวิชาการเกษตรไม่เคยให้ข้อมูล
และจากการที่รัฐออกมาบอกล่าสุดว่า
ใครก็ตามที่ลักลอบนำพืชจีเอ็มโอไปปลูกจะมีความผิด มองว่าเรื่องนี้
เกษตรกรไม่ใช่เป็นคนผิด แม้จะเป็นคนซื้อเมล็ดพันธุ์ไปปลูกก็ตาม เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อไป
หรือที่ได้รับแจกไปนั้นมีจีเอ็มโอหรือไม่ มันอาจจะมีการปนเปื้อนรวมอยู่ด้วย
จึงอยากบอกว่ามันเป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานรัฐ ที่จะต้องให้ความรู้ให้ข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ประชาชน
ก่อนที่ปัญหามันลามออกไปในวงกว้าง
แสดงว่าเป็นไปได้ที่ไทยต้องเจอปัญหาเดียวกันกับฮาวาย
?
ณ ตอนนี้อยู่ในช่วงของการทดลองมันอาจจะยังไม่มีอะไร
แต่ถ้าเมื่อไรมันเป็นเรื่องของการค้า ก็จะต้องมีการเซ็นเอ็มโอยู ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าตัวร่างสัญญามันจะออกมาเป็นอย่างไร
แต่ที่แน่ๆ คือเราไม่มีสิทธิในมะละกอจีเอ็มโอ เพราะฉะนั้นถ้าเรามองว่า
พืชจีเอ็มโอไม่มีอนาคต ทั้งในเรื่องของการส่งออก ที่ชัดเจนว่าปัจจุบันทางอียู
ยังไม่อนุมัติให้นำเข้ามะละกอจีเอ็มโอ หรือแม่แต่ที่ญี่ปุ่นก็ไม่รับ
รวมทั้งเรื่องความเสี่ยงที่ต้องเป็นหนูทดลองในการบริโภค เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดที่บอกว่า
พืชจีเอ็มโอมีผลดีหรือเสียต่อร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง เราก็น่าจะยุติการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอ
ข้อเรียกร้องสุดท้ายของกรีนพีซคืออะไร
?
เราต้องการให้ยกเลิกการทดลองพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา
ซึ่งมันมีมติครม.ที่ห้ามการทดลองในระดับไร่นาอยู่แล้ว และเราก็มองว่าการทดลองที่มีอยู่ในระดับการวิจัย
ไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์วิจัยขอนแก่น หรือที่กำแพงแสน ก็เป็นการทดลองแบบเปิด
ซึ่งมันสามารถปนเปื้อนได้ และก็ควบคุมไม่ได้ เพราะการปนเปื้อนเกิดจากการผสมเกสรตามธรรมชาติได้
นอกจากนี้ รัฐต้องติดตามไปจัดการกับการปนเปื้อนที่เกิดขึ้น
ไม่ใช่ออกมาปฏิเสธ หรือที่รัฐออกมาบอกว่าใครอยากรู้ว่ามีการปนเปื้อนแล้วให้ไปดูสามารถตรวจสอบได้ภายในวันเดียว
มันไม่มีใครทำได้หรอก จะไปถามห้องแล็บที่ไหนๆ ก็ไม่มีใครทำได้
จะแสดงบทบาทกรีนพีซต่อคนไทยอย่างไร
?
ขอให้สังคมตื่นตัวออกมาแสดงสิทธิของตัวเอง
แสดงเจตนารมณ์ของตัวเอง จริงๆ แล้วจากที่กรีนพีซไปรณรงค์และได้สอบถามคนทั่วไปพบว่า
ก็ไม่มีใครอยากกินจีเอ็มโอ เพราะไม่รู้ว่ามันปลอดภัยหรือเปล่า เราจึงต้องส่งเสียงออกไปให้ผู้มีอำนาจ
รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ได้รับรู้ด้วย
จึงอยากให้คนไทยออกมาแสดงสิทธิของตัวเองมากขึ้น
และต้องทำความเข้าใจในข้อมูลที่แท้จริงให้มากขึ้น ไม่ใช่ฟังข้อมูลด้านเดียว
เพราะว่ารถไฟขบวนนี้ ยังติดเครื่องจอดรออยู่ ยังพร้อมที่จะขับเคลื่อนตลอดเวลา
ที่มา
กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่
13 กันยายน พ.ศ. 2547
|