ประวัติวรรณคดีสำคัญสมัยรัชกาลที่ ๒
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

เรื่องขุนช้างขุนแผน มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และเล่ากันต่อ ๆมาจนกลายเป็นนิยายพื้นเมืองของเมืองสุพรรณบุรี ต่อมาได้มีผู้นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนเสภเพื่อใช้ในการขับเสภา จึงทำให้เรื่องนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้น ครั้นเสียกรุงแล้วบางตอนก็สูญหายไป บางตอนยังมีต้นฉบับเหลืออยู่ เรื่องไม่ติดต่อกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้กวีหลายคนช่วยกันรวบรวมและแต่งขึ้นเรียกว่า เสภาหลวง การชุมนุมกวีครั้งนั้นจึงเป็นการประกวดฝีปากเชิงกลอนอย่างเต็มที่ ทำให้เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
มีความไพเราะเพราะพริ้งมากอย่างไรก็ตามได้มีนักขับเสภาระยะหลังได้แต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
ขึ้นอีกหลายสำนวนเพื่อใช้ขับเสภาเป็นตอน ๆ ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ หอพระสมุดวชิรญาณได้ชำระหนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนขึ้นเพราะมีเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนหลายฉบับ
ทั้งฉบับหลวงและฉบับราษฎรโดยมีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา
ทรงเป็นประธานการชำระได้คัดเลือกเอาสำนวนที่ดีที่สุดมารวมกันจนครบทุกตอน บางตอนก็ไม่สามารถทราบนามผู้แต่ง จากการชำระเรื่องนี้ได้พบสำนวนที่พอทราบนามผู้แต่งได้ดังนี้

๑. บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ที่ ๒ มี ๔ ตอน คือ
- พลายแก้วได้นางพิม
- พลายแก้วได้เป็นขุนแผนและขุนช้างได้นางวันทอง
- ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างและได้นางแก้วกิริยา
- ขุนแผนพานางวันทองหนี

๒. บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๓ มี ๒ ตอน คือ
- ขุนช้างขอนางพิม
- ขุนช้างตามนางวันทอง

๓. สำนวนของสุนทรภู่ มี ๑ ตอน คือ
- กำเนิดพลายงาม

๔. สำนวนของครูแจ้งมี ๕ ตอน คือ
- กำเนิดกุมารทอง
- ขุนแผนแก้พระท้ายน้ำ
- ขุนแผนและพลายงามจับพระเจ้าเชียงใหม่
- ขุนแผนและพลายงามยกทัพกลับ
- จระเข้เถรขวาด
ลักษณะการแต่ง เป็นกลอนสุภาพ
เนื้อเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน และนางพิมพิลาไล ต่างก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็ก ขุนแผน เดิมชื่อพลายแก้วรักอยู่กับนางพิมพิลาไลย แต่ขุนช้างก็หลงรักนางพิมพิลาไลยด้วยเช่นกัน จึงขอร้องให้เทพทองผู้เป็นมารดาไปสู่ขอนางพิมพิลาไลย แต่นางพิมพิลาไลยไม่ยินยอม ต่อมาพลายแก้วแต่งงานกับนางพิมพิลาไลย หลังจากแต่งงานได้สองวันก็เกิดศึกเมืองเชียงทอง พลายแก้วต้องไปราชการสงคราม ระหว่างนี้นางพิมพิลาไลยป่วยจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง ฝ่ายขุนช้างได้ออกอุบายว่าพลายแก้วตายในสงคราม นางศรีประจันมารดาของนางวันทองรับปากจะยกนางวันทองให้ขุนช้าง ส่วนพลายแก้วกลับจากราชการสงครามได้เป็นขุนแผนแสนสะท้าน และได้นางลาวทองเป็นภรรยา นางวันทองและนางลาวทองเกิดหึงหวงกัน ขุนแผนจึงพานางลาวทองไปอยู่กาญจนบุรี ขุนช้างได้นางวันทองเป็นภรรยา ต่อมาขุนช้างกล่าวโทษขุนแผนว่าละทิ้งหน้าที่ราชการอยู่เวร ขุนแผนจึงได้รับโทษไปเป็นนายด่านตระเวนชายแดน ระหว่างนี้ขุนแผนได้ดาบฟ้าฟื้น ม้าสีหมอก และกุมารทอง ขุนแผนจึงขึ้นเรือนขุนช้าง ได้นางแก้วกิริยาและพานางวันทองหนี ต่อมาเมื่อวันทองตั้งท้อง จึงพากันไปหาพระพิจิตรเพื่อให้พาเข้าสู้คดีที่กรุงศรีอยุธยา ขุนแผนชนะคดีได้นางวันทองกลับคืน ขุนแผนทูลขอนางลาวทองซึ่งถูกกักขังอยู่ในวัง สมเด็จพระพันวษากริ้วจึงให้จำคุกขุนแผนไว้ ขุนช้างพาพรรคพวกมาขุนนางวันทอง ต่อมาวันทองคลอดพลายงามบุตรขุนแผน ขุนช้างลวงพลายงามไปฆ่าแต่ไม่ตาย เมื่อพลายงามโตขึ้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กและได้อาสาทำศึกเมืองเชียงใหม่ พร้อมขอตัวขุนแผนไปช่วยสงคราม และพลายงามได้นางศรีมาลาลูกสาวเจ้าเมืองพิจิตรเป็นภรรยา
ครั้นเสด็จศึกเมืองเชียงใหม่แล้ว พลายงามได้เป็นจมื่นไวยวรนาถพร้อมกับได้รับพระราชทานนางสร้อยฟ้า ธิดาพระเจ้าเชียงใหม่เป็นภรรยา ในวันประกอบพิธีแต่งงานจมื่นไวยวรนาถกับนางศรีมาลา นางวันทองกับขุนช้างมาในงานด้วย ขุนช้างดื่มเหล้าเมาจึงมีเรื่องกับจมื่นไวยวรนาถ ขุนช้างถูกทำร้ายจึงถวายฎีกากล่าวโทษจมื่นไวยวรนาถ มีการพิสูจน์ดำน้ำ ขุนช้างถูกตัดสินประหารชีวิต แต่จมื่นไวยวรนาถขอชีวิตไว้ตามที่นางวันทองขอร้อง และลักพานางวันทองไปอยู่กับขุนแผน ขุนช้างถวายฎีกา สมเด็จพระพันวษาทรงให้นางวันทองเลือกจะอยู่กับใครนางวันทองตัดสินใจไม่ได้ จึงกริ้ว ให้นำตัวนางวันทองไปประหารชีวิต
ต่อมานางสร้อยฟ้ากับนางศรีมาลาเกิดวิวาทกันด้วยความหึงหวง นางสร้อยฟ้าจึงให้เถรวาททำเสน่ห์ให้หมื่นจไวยวรนาถหลงรักตน กลายชุมพลซึ่งเป็นลูกขุนแผนกับนางแก้วกิริยามาช่วยแก้เสน่ห์ แต่ไม่สำเร็จ ขุนแผนมาช่วยก็ไม่สำเร็จ ทำให้ขุนแผนโกรธ คบคิดกับพลายชุมพลปลอมตัวเป็นมอญยกทัพมาล้อมกรุง เพราะหวังจะฆ่าหมื่นจไวยวรนาถ ความทรงทราบ ถึงพระพันวษาจึงทรงตัดสินคดี นางสร้อยฟ้าพิสูจน์ด้วยการลุยไฟแต่เป็นฝ่ายแพ้ จึงถูกส่งตัวกลับไปอยู่เมืองเชียงใหม่ ส่วนเถรขวาดแปลงตัวเป็นจระเข้มาอาละวาดที่กรุงศรีอยุธยา พลายชุมพลอาสาปราบจระเข้เถรขวาดและจับเถรขวาดได้ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิต ส่วนพลายชุมพลได้เป็นหลวงนายฤทธิ์


ตัวอย่าง

ตัดพ้อต่อว่า ขุนแผนต่อว่านางวันทองเป็นคำเปรียบเปรยคมคายลึกซึ้ง

     เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้           มาแปรเป็นพลอยหุงไปเสียได้
กาลวงว่าหงส์ให้ปลงใจ                      ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมา
คิดว่าหงส์จึงหลงด้วยลายย้อม            ช่างแปลงปลอมท่วงทีดีหนักหนา
ดังรักถิ่นมุจลินทร์ไม่คลาดคลา            ครั้นลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน

ความรักของแม่

      แม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก           คนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้เหมือน
จะกินนอนวอนว่าเมตตาเตือน       จะจากเรือนร้างแม่ไปแต่ตัว

ความเชื่อในผลกรรมตามคติพุทธศาสนา

      เกิดมาเป็นมนุษย์ปุถุชน          ความทุกข์มิได้พ้นจนสักหน้า
สุดแต่กรรมที่ทำมา                     ถึงเวลาสิ้นสุขก็ทุกข์ไป
ถ้าถึงคราวพันเข็ญที่เป็นทุกข์       ก็กลับมีความสุขสืบไปใหม่
เป็นธรรมดามานี้แต่ไรไร             จะหวาดหวั่นพรั่นใจไม่ต้องการ

คติสอนใจ

       อันหญิงดีที่เป็นภรรยา              กำหนดไว้ในตำราว่าเป็นสี่
หนึ่งหญิงเลี้ยงดูภัสดาด้วยปรานี      หนึ่งร่วมทุกข์สุขมีเสมอกัน
หนึ่งนั้นเคารพนบนอบผัว                 หนึ่งยอมตัวให้ใช้ไม่เดียดฉันท์
จึงอยู่เย็นเป็นสุขทุกคืนวัน                 ด้วยผัวนั้นวางใจที่ในตัว

สำนวนโวหาร มีสำนวนโวหารดี ใช้ถ้อยคำสามัญแต่ไพเราะ การบรรยายใช้ถ้อยคำเหมาะสมกับท้องเรื่อง กระบวนการกลอนมีความคมคาย ดูดดื่มใจ ได้รสวรรณคดีทุกรส

คุณค่าของหนังสือ

๑. วรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทกลอนสุภาพ เพราะมี รสวรรณคดีครบทุกรส กระบวนกลอนดี
๒. โครงเรื่องจัดระเบียบดี แม้จะมีผู้แต่งหลายคนก็ตาม แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องมีความสัมพันธ์กัน บุคลิกภาพของตัวละครก็คงเส้นคงวา ตลอดจนเนื้อเรื่องและลีลากลอนก็ราบรื่นสอดคล้องกัน
๓. เนื้อเรื่องมีความสมจริงทั้งเหตุการณ์ ตัวละคร สถานที่และถิ่นฐานบ้านเมืองถูกต้องตามภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ หมู่บ้าน ตำบล ทิศทาง ระยะทางถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง ตัวละครมีชีวิตจิตใจและมีความสมจริง มีทั้งรักโลภ โกรธ หลง ตามความเป็นจริงแห่งปุถุชน จึงเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดชีวิตของคนไทยในสังคมไทยในสมัยก่อนได้อย่างดี
๔. ให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เช่นความเชื่อทางเวทมนต์คาถา ความเชื่อในเรื่องโชคลาภต่าง ๆ เช่น แมงมุมตีอก จิ้งจกทักถือว่าเป็นลางไม่ดี ความเชื่อมั่นและความเคารพในพระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เช่น การทำบุญฟังเทศน์ การแต่งงาน การทำศพ การเกิด การบวช การรับขวัญ การพิสูจน์ดำน้ำลุยไฟ การคลอดลูก การแต่งกาย และยังให้ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาของคนไทยสมัยก่อน การเล่นของเด็ก รายชื่อกับข้าวและขนม เป็นต้น
๕. ให้ทราบค่านิยมของสังคมไทย เช่น ความเชื่อสัตย์สุจริตต่อพระมหากษัตริย์ ลูกผู้หญิงจะต้องได้รับการฝึกฝนการบ้านการเรือน ลูกผู้ชายจะต้องเรียนวิชาภาษาไทย ภาษาบาลี คาถาอาคม อันเป็นประโยชน์ตามความนิยมในสังคมไทยสมัยก่อน และการถวายตัวในราชสำนัก เป็นต้น
๖. ให้ความรู้เกี่ยวโยงถึงวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ เช่น รามเกียรติ์ ไตรภูมิพระร่วง อิเหนา ไชยเชษฐ์ คาวี เป็นต้น

บทละครเรื่องอิเหนา

บทละครเรื่องอิเหนา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องนี้ใหม่ตลอดทั้งเรื่อง เป็นฉบับสมบูรณ์ที่นิยมใช้เล่นละครมากกว่าบทละครเรื่องอิเหนาสำนวนรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพประทานความเห็นในคำอธิบายว่าด้วยบทละครอิเหนาฉบับหอสมุดวชิรญาณว่า บทละครเรื่องอิเหนา ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ มีตั้งแต่ต้นจนถึงสึกชีเท่านั้น ต่อจากนั้นจะมีใครแต่งอีกไม่มีทราบ โรงพิมพ์หมอสมิธได้ต้นฉบับมาจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จึงได้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๗ แต่ยังมีความคลาดเคลื่อน เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) เมื่อครั้งเป็นพระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ อธิบดีกรมศึกษาธิการ ได้ชำระหนังสือเรื่องนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ชำระได้เพียง ๖ เล่มสมุดไทยเท่านั้น ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๔ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชาทรงช่วยกันชำระจึงเสร็จสมบูรณ์

ลักษณะการแต่ง ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละคร

เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องบทละครเรื่องอิเหนาสำนวนรัชกาลที่ ๒ นี้ มีเนื้อเรื่องเหมือนกับบทละครเรื่องอิเหนาสำนวนรัชกาลที่ ๑

ตัวอย่าง

ชาวเมืองหมันหยาดูงานพระศพ แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยสมัยนั้น

       บัดนั้น                                            ฝูงประชาชนมาสิ้นทุกถิ่นฐาน
พวกผู้หญิงสาวสาวชาวร้าน                    เดินเที่ยวดูงานพล่านไป
นักเลงเหล่าเจ้าชู้ฉุยฉาย                          นุ่งลายฉีกบ้าดัดตัดผมใหม่
ดัดจริตปิดขมับทาไพล                           ห่มแพรหนังไก่สองเพลาะ
เห็นสาวสาวเหล่าข้าหลวงเรือนนอก         สะกิดบอกเพื่อนกันคนนั้นเหมาะ
บ้างเดินเวียนแวดชายร่ายเราะ                 พูดปะเหลาะลดเลี้ยวเกี้ยวพาน
พวกดูโขนโคลนตมก็ไม่มา                       สู้ทนฝนฟ้าไม่ไปบ้าน
พวกผู้ชายรายยืนอยู่สองข้าง                     แหวกทางให้ผู้หญิงถลำหลุม
ที่ลื่นล้มกลางถนนคนชุม                           หนุ่มหนุ่มสรวลเสเฮฮา


บทเปรียบเทียบความรัก นางจินตหรากล่าวแก่อิเหนา

      แต่น้องรักศักดิ์ต่ำเหมือนน้ำมาก            ขึ้นท่วมปากสุดที่จะทูลเฉลย
อย่าลูบหลังซังตายภิปรายเปรย                   น้องก็เคยเป็นข้ามาช้านาน
เหมือนเขาเปรียบเทียบความเมื่อยามรัก        แต่น้ำผักต้มขมก็ชมหวาน
ถึงยามยืดจืดกร่อยทั้งอ้อยตาล                     เคยโปรดปรานเปรี้ยวเค็มรู้เต็มใจ

สำนวนโวหาร เนื่องจากบทละครเรื่องนี้ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อใช้เล่นละคร บทกลอนจึงพิถีพิถันเพื่อให้เข้ากับท่ารำ กระบวนกลอนไพเราะ การใช้ถ้อยคำถูกต้องตามศักดิ์ของตัวละคร บทชมธรรมชาติมีความไพเราะจับใจ บทคร่ำครวญจะเปรียบเทียบกับธรรมชาติได้อย่างน่าฟัง

คุณค่าของหนังสือ

๑. วรรณคดีสโมสรยกย่องบทละครเรื่องอิเหนา เป็นยอดของกลอนบทละคร เพราะเนื้อเรื่องสนุก มีครบทุกรสทั้งบทรัก กล้าหาญ หึงหวง บทบาทของตัวละครมีความเหมาะสมทุกบทบาท
๒. ให้ความรู้เกี่ยวกับคนไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น การป้องกันบ้านเมือง การมหรสพ การแต่งกายและชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนพระราชพิธีต่าง ๆ การสมโภช ลูกหลวง พิธีงานพระเมรุ พิธีแห่สนานใหญ่ พิธีโสกันต์ เป็นต้น
๓. สอดแทรกคติธรรมและข้อคิดต่าง ๆ เพื่อสอนผู้อ่าน

บทละครเรื่องรามเกียรติ์

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เป็นฉบับที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อใช้เล่นละคร จึงมิได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ทั้งเรื่อง ทรงเลือกเฉพาะตอนที่จะนำมาแสดงละครได้เท่านั้น บางตอนทรงนิพนธ์ใหม่ทั้งเรื่อง ทรงเลือกเฉพาะตอนที่จะนำมาแสดงละครได้เท่านั้น บางตอนทรงพระราชนิพนธ์เอง บางตอนก็โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา ตรวจชำระและจัดพิมพ์ในงานพระราชกุศลฉลองพระตำหนักจิตรดารโหฐาน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ และทรงพระราชนิพนธ์คำนำไว้ว่าเป็นหนังสือที่อ่านไม่เบื่อ เป็นภาษาไทยที่ดี และเป็นหนังสือสำคัญของชาติ

ลักษณะการแต่ง ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนบทละครโดยกำหนดหน้าพากย์ไว้

เนื้อเรื่อง มี ๒ ตอน คือ

ตอนที ๑ เริ่มแต่หนุมานถวายแหวนแก่นางสีดา จนถึงพระรามกลับเข้าเมือง และราชาภิเษก เรื่องมีว่า พระรามให้หนุมานไปถวายแหวนแก่นางสีดา หนุมานถือโอกาสหักสวนในเมืองลงกาและรบกับสหักุมาร อินทรชิตแผลงศรนาคบาศจับหนุมานได้ หนุมานจึงทำอุบายเผาลงกา ต่อมาทศกัณฐ์ขับไล่พิเภกออกจากเมือง พิเภกจึงมาอยู่กับพระราม พระรามจองถนนเพื่อทำสงครามกับทศกัณฐ์ พระรามได้ฆ่าฝ่ายทศกัณฐ์ตาย เช่น กุมภกรรณ มังกรกรรฐ์ อินทรชิต มูลพลำ ทศกัณฐ์ทูลเชิญท้าวมาลีวราชว่าความ ท้าวมาลีวราชให้ทศกัณฐ์ส่งนางสีดาคืนแก่พระราม ทศกัณฐ์ไม่ยอมคืน ในที่สุดทศกัณฐ์ถูกศรของพระรามล้ม นางสีดาลุยไฟถวายสัตย์ต่อพระรามและทำพิธีราชาภิเษก

ตอนที่ ๒ เริ่มตั้งแต่พระรามประพาสป่า นางอดูลปิศาจลวงนางสีดาให้วาดรูป ทศกัณฐ์ จนอภิเษกพระรามกับนางสีดาที่เขาไกรลาสและกลับเมือง เรื่องมีว่า นางอดูลแปลงกายเป็นนางกำนัลขอให้นางสีดาวาดรูปทศกัณฐ์ แล้วเข้าสิงในรูปทำให้ลบไม่ออก พระรามกริ้วนางสีดา ให้พระลักษมณ์นำไปประหาร แต่พระลักษณ์ปล่อยนางสีดาไป นางจึงไปอยู่กับพระฤษีและประสูติพระมงกุฎ พระมงกุฎประลองศร จึงได้รบกับพระราม ในที่สุดทราบว่าเป็นพ่อลูกกัน พระรามจึงขอให้นางสีดากลับเข้าเมือง แต่นางไม่ยอม พระอิศวรจึงให้พระรามกับนางสีดาเข้าเฝ้าเพื่อไกล่เกลี่ย ทั้งสองจึงคืนดีกัน แล้วอภิเษกนางสีดากับพระรามที่เขาไกรลาส

ตัวอย่าง

หนุมานทำลายพิธีทดน้ำของกุมภกรรณ
       เมื่อนั้น                              กุมภกรรณผุดลุกขึ้นจากที่
เสียการตระบะกิจพิธี                อสุรีโกรธลิงยิ่งกว่าไฟ
กวัดแกว่งคทาถาโถม                รุกโรมตีรันกระชั้นไล่
หวดซ้ายป้ายขวาว่องไว            ชิงชัยกระชิตติดพัน
       เมื่อนั้น                              วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
เผ่นโผนโจนจับกุมภกรรณ         พัลวันกลอกกลับรับรอง
ทะยานขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียร    ผลัดเปลี่ยนหนีไล่ไวว่อง
สัประยุทธ์ฉุดชิงได้ตะบอง         ตีต้องพระยามารซานทรุด

สำนวนโวหาร บทละครเรื่องนี้มุ่งใช้สำหรับเล่นละคร ดังนั้น จังใช้บทสั้นจังหวะเร็วไม่มีการบรรยายหรือบทคร่ำครวญ มีแต่บทรบหรือบทชมรถเป็นบทสั้น ๆ เพราะมิได้มุ่งแสดงรายละเอียด แต่มุ่งให้สอดคล้องกับกระบวนการรำ การพรรณนามีความไพเราะ

คุณค่าของหนังสือ การแสดงละครนิยมใช้บทพระนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เพราะแสดงละครได้สะดวก และสอดคล้องกับท่ารำและบทเพลง

บทละครนอก

บทละครนอกเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ มีทั้งหมด ๕ เรื่อง คือ เรื่องไชยเชษฐ์ สังข์ทอง มณีพิชัย คาวี และไกรทอง ละครนอกทั้ง ๕ เรื่องนี้เป็นนิทานจากนิตชาดกบ้าง ปัญญาสชาดกบ้าง และนิทานพื้นบ้านบ้าง โดยเฉพาะเรื่องไกรทองถือว่าเป็นนิทานพื้นบ้านที่มีเค้าเรื่องจริง บทละครเหล่านี้เป็นบทละครของเดิมครั้งกรุงศรีอยุธยารัชกาลที่ ๒ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่เฉพาะตอนที่จะให้ละครผู้หญิงของหลวงเล่นเป็นละครนอก บทละครนอกทั้ง ๕ เรื่องนี้ จะทรงพระราชนิพนธ์เรื่องใดก่อนหลังไม่มีหลักฐานปรากฎ แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานความเห็นว่าคงจะทรงพระราชทานนิพนธ์เรื่องไชยเชษฐ์ก่อน ส่วนเรื่องคาวีคงจะทรงพระราชนิพนธ์หลังสุด เพราะสังเกตกระบวนการกลอนดีกว่าเรื่องอื่น ๆ

ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นกลอนบทละครเพลงหน้าพาทย์ไว้ด้วย

เนื้อเรื่อง บทละครนอก ๕ เรื่อง คือ

เรื่องไชยเชษฐ์ มี ๔ ตอน คือ ตอนนางสุวิญชาถูกขับไล่ พระไชยเชษฐ์ตามนางวิญชา พระไชยเชษฐ์เฝ้าเท้าสิงหล และอภิเษกไชยเชษฐ์ เรื่องมีว่า นางสุวิญชาถูกเจ้าจอมใส่ความว่าคลอดโอรสเป็นท่อนไม้ พระไชยเชษฐ์จึงขับไล่ออกจากเมืองพร้อมกับนางแมวพระอินทร์ช่วยให้นางสุวิญชาพบกับพระโอรสที่ถูกนำฝังไว้นอกเมือง และกลับเมืองสิงหล ท้าวธรรมิกพระบิดาของพระไชยเชษฐ์ ให้พระไชยเชษฐ์ออกตามนางสุวิญชา พระไชยเชษฐ์ พบพระนารายณ์ธิเบศร์พระโอรสแล้วพาเข้าเฝ้าท้าวสิงหล นางแมวจึงเยาะเย้ยถากถางในที่สุดนางวิญชายอมคืนดีด้วยและจัดอภิเษกพระไชยเชษฐ์กับนางวิญชา

เรื่องไกรทอง มี ๒ ตอน คือ ตอนนางวิมาลาตามไกรทองมาจากถ้ำ และตอนไกรทองตามนางวิมาลากลับไปถ้ำ เรื่องมีว่า ชาละวันคาบนางตะเภาทองลูกสาวเศรษฐีไปไว้ในถ้ำ ไกรทองรับอาสาปราบชาละวันได้สำเร็จ เศรษฐีจึงยกนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองให้ ต่อมาไกรทองไปถ้ำชาละวันได้นางวิมาลาเมียชาละวัน นางวิมาลาจึงตามไกรทองมาจากถ้ำ นางวิมาลาเกิดทะเลาะกับนางตะเภาทองและนางตะเภาแก้ว จังกลับไปยังถ้ำตามเดิม ไกรทองจึงตามนางไปยังถ้ำ

เรื่องมณีพิชัย บทพระราชนิพนธ์มีตั้งแต่นางจันทร์ถูกงูกัดจนถึงพระมณีพิชัยอยู่กับยอพระกลิ่น เรื่องมีว่า ยอพระกลิ่นเป็นธิดาของพระอินทร์กับนางเกษณี ถูกนำมาไว้ในปล้องไม้ไผ่ พระมณีพิชัยมาพบจึงพามาไว้ในวัง นางจันทร์พระมารดาไม่พอพระทัยจึงวางอุบายกำจัดยอพระกลิ่น ด้วยผลกรรมงูกัดนางจันทร์ แต่ยอพระกลิ่นช่วยชีวิตไว้ และนางลองใจพระมณีพิชัยจนเห็นว่าซื่อสัตย์ต่อนางจึงคืนดีด้วย

เรื่องสังข์ทอง ท้าวยศวิมลขับไล่นางจันทร์เทวีออกจากเมืองด้วยคลอดลูกเป็นหอยสังข์ นางจึงไปอยู่กับตายายในป่า พระสังข์โตขึ้นท้าวยศวิมลให้จับไปถ่วงน้ำจนได้ไปอยู่กับนางพันธุรัตนในฐานะลูกเลี้ยง พระสังข์ได้ลอบนำเกือกแก้วกับรูปเงาะหนีออกจากเมืองและได้นางรจนาพระธิดาท้าวสามลเป็นชายา ภายหลังจึงได้ครองเมือง
เรื่องคาวี พระฤาษีชุบลูกเสือและลูกโคเป็นมนุษย์ ชื่อ หลวิชัยและคาวี ทั้งสองออกเดินทาง คาวีได้นางจันทร์สุดาซึ่งมีผมหอมเป็นชายา ท้าวสันนุราชเก็บผมหอมได้จึงให้ยายเฒ่าทัศประสาททำอุบายลวงฆ่าคาวีแล้วพานางจันทร์สุดามาให้ท้าวสันนุราช หลวิชัยมาช่วยคาวีไว้แล้วทำอุบายชุบตัวท้าวสันนุราช เมื่อได้โอกาสก็ผลักลงในหลมไฟ คาวีกับนางจันทร์สุดาจึงได้ครองเมืองต่อมา

ตัวอย่างเช่น

เรื่องไชยเชษฐ์ ตอนท้าวสิงหลโกรธพระไชยเชษฐ
ชะอ้ายไชยเชษฐ์ลูกเขย คงได้เล่นกันเหวยอย่าคึกขัน
ขัดเขมรเป็นเกลียวเคี้ยวฟัน โจนจากแท่นสุวรรณทันที
เขี้ยวงอกออข้างละสามวา นัยนาดั่งแสงพระสุริย์ศรี
สำแดงแผลงฤทธิ์อสุรี เพียงพื้นปัถพีจะโทรมทรุด

เรื่องสังข์ทอง ตอนนางมณฑาลงกระท่อม
แล้วเรียกภัสดาสามี เร็วเร็วมานี่จะบอกให้
รวยแล้วทูลหัวอย่ากลัวใคร เห็นจะกู้เมืองได้ดังใจปอง
อย่าดูถูกลูกเขยคนนี้ ทั้งในธานีไม่มีสอง
ผิวเนื้อเรื่อเหลือเรืองรอง เปล่งปลั่งดั่งทองนพคุณ

เรื่องคาวี ตอนหลวิชัยรำพันถึงคาวี
อันเชื้อชาติช้างสารและงูเห่า ข้าเก่าเมียรักอย่างวางจิต
ทั้งสี่อย่างมักล้างเอาชีวิต เจ้าไม่ทำจำผิดจึงบรรลัย

สำนวนโวหาร การใช้ถ้อยคำในบทละครนอกใกล้เคียงกับภาษาของสามัญชน ไม่ใช้คำศัพท์ยากจึงอ่านเข้าใจง่าย การดำเนินเรื่องรวดเร็วเพื่อให้เหมาะกับละครนอก

คุณค่าของหนังสือ บทละครนอกเรื่องคาวีแต่งได้ดีทั้งเนื้อเรื่องและทำนองกลอน เขียนได้ดีกว่าบทละครนอกเรื่องอื่น ๆ ดังตำนานบทละครนอกได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "เรื่องคาวีนั้นเห็นจะทรงทีหลังเรื่องอื่น ๆ เพราะสังเกตดูทั้งทางความและทางกลอนช่ำชองยิ่งนัก ถ้าใครจับขึ้นอ่านแล้วก็เพลิดเพลินมิใคร่จะวางลงได้

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานและว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์เป็น ๒ เรื่องด้วยกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานคำอธิบายไว้ว่า กาพย์เห่ ๒ เรื่องนี้ เข้าใจว่าทรงพระราชนิพนธ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีผู้ทรงมีความสามารถเป็นเลิศในการแต่งเครื่องเสวย ฉะนั้นกาพย์เห่บทนี้จึงมิได้ชมขบวนเรือหรือชมธรรมชาติในการเดินทาง แต่เป็นการเห่ชมเครื่องคาวหวาน และชมการปรนนิบัติของนางในโอกาสต่าง ๆ ที่มีงานนักขัตฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงใช้กาพย์เห่บทนี้ในการเห่เรือเสด็จประพาสส่วนพระองค์ มิได้ทรงใช้ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เป็นทางราชการ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ใช้กาพย์เห่นี้และบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรในการเห่เรือของทางราชการ

ลักษณะการแต่ง ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกาพย์เห่ ประกอบด้วยโคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี ๑๑

เนื้อเรื่อง เป็นการบรรยายอาหารคาวหวานและผลไม้ พรรณาอาหารและผลไม้แต่ละชนิด ตอนท้ายเป็นบทเห่ในงานนักขัตฤกษ์แต่ละเดือน และมีบทเห่เจ้าเซ็น คือ งานปีใหม่ของศาสนาอิสลามนิกายฮูเซ็น

สำนวนโวหาร ใช้คำง่าย ๆ ได้ความเด่นและไพเราะ โดยเฉพาะการพรรณนาความเปรียบเทียบ เช่น

      ทุเรียนเจียนตองปู         เนื้อดีดูเหลืองเรืองพราย
เหมือนศรีฉวีกาย                สายสวาทพี่ที่คู่คิด

คุณค่าของหนังสือ ให้ความรู้เกี่ยวกับอาหาร และประเพณีต่าง ๆ ของไทยในสมัยนั้น นับว่าเป็นวรรณคดีที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงพระปรีชาสามารถในเชิงกวีของรัชกาลที่ ๒ ได้อย่างดี ในเชิงวรรณศิลป์พรรณนาได้ละเอียด เปรียบเทียบได้ลึกซึ้งกินใจและไพเราะทุกถ้อยคำ วางคำได้จังหวะเหมาะสม ทำให้เกิดมโนภาพ

โคลงนิราศตามเสด็จลำน้ำน้อย

พระยาตรังเป็นผู้แต่งโคลงนิราศตามเสด็จลำน้ำน้อย เมื่อคราวตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปตีเมืองทวาย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๐ โดยเดินทางไปถึงลำน้ำน้อย ซึ่งเป็นแม่น้ำในแขวงเมืองกาญจนบุรีและเป็นเส้นทางเดินทางครั้งนั้น

ลักษณะการแต่ง เริ่มต้นร่ายดั้น ๑ บท และโคลงดั้นบาทกุญชรอีก ๑๙๗ บท มีร่ายดั้นแทรกในเรื่องอีก ๒ บท

เนื้อเรื่อง เริ่มต้นยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์และชมบ้านเมือง แล้วกล่าวถึงการเดินทางผ่านคลองบางหลวง คลองมหาชัย แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง ตำบลบางช้าง ตำบลเจ็ดเสมียน โพธาราม ผ่านไทรโยคและแม่น้ำน้อย แล้วเดินทางต่อทางบก ในระหว่างการเดินทางได้กล่าวชมผลไม้ ชมปลา ชมป่า โดยแทรกบทคร่ำครวญไว้ด้วย

ตัวอย่าง

ยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์
      อยุธยายิ่งไท้        ทั้งสาม ภพฤา
องค์อดิศรสวม          สุขหล้า
บูชิตศาสนราม          เรืองทะ วีปเฮย
บุญพระตวงฟ้าค้า     ค่าสวรรค์

ชมปลา
      กริมกรายกา         กดสร้อย ซิวเสือ
เบือนบู่ปูปนเพียน       ภาบน้ำ
สลิดสลาดหลด          ไหลเขือ คโฮ่
ดุกขะโดแก้มช้ำ         ซ่อนหมอ

สั่งความถึงนางอันเป็นที่รัก
       สารนี้สวาสดิเจ้า           จงสงวน ไว้แม่
แทนพี่แทนถนอมองค์          แอบพร้อง
ไป่ควรแม่อย่าควร               คำพี่ แพร่งเลย
เช้าค่ำเพื่อนห้องน้อง           ณ ศรี

สำนวนโวหาร มีความไพเราะ ถ้อยคำสำนวนคมคายผาดโผน ได้แนวคิดบางโคลงจากกำสรวลศรีปราชญ์และบางโคลงเลียนแบบโคลงนิราศพระบาทของพระมหานาค วัดท่าทราย โดยเฉพาะโคลงที่เปรียบเทียบนางกับศรสามเล่ม

คุณค่าของหนังสือ เป็นนิราศที่มีความไพเราะ มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่

โคลงนิราศถลาง

โคลงนิราศถลาง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โคลงนิราศพระยาตรัง พระยาตรังแต่งเมื่อครวไปทัพรบพม่าที่ถลางในต้นรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๕๒ เมื่อผลัดแผ่นดินใหม่ พม่าได้ยกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ยกทัพไปรบพม่า พระยาตรังได้ตามเสด็จไปกองทัพด้วย และได้แต่งนิราศถลางขึ้นในปีนั้นเพื่อฝากฝีปากทางกวี นิราศนี้คงแต่งในคราวเดียวกับนายรินทรธิเบศร์แต่งโคลงนิราศนรินทร์
ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพจำนวน ๑๒๖ บท มีร่ายสุภาพขึ้นต้น ๑ บท
เนื้อเรื่อง เริ่มต้นยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์และชมพระนคร จากนั้นกล่าวถึงการเดินทาง เมื่อผ่านสถานที่ต่าง ๆ ก็บรรยายความรักอาลัยเปรียบเทียบกับสถานที่ เช่น ชื่ออ่าว ชื่อภูเขา บางโคลงรำพันความรักโดยไม่เกี่ยวโยงกับสถานที่ก็มี

ตัวอย่าง

ยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์
     อยุธยาโสภิตโพ้น               มาแปลง เป็นฤา
ฤาว่าบุญเพรงแสดง                พระสร้าง
สิงหาสน์พิมานแสยง              สยบโลก
แสงสุวรรณพร่างพร้าง          พระพริ้งพรายตา

เปรียบเทียบความอาลัย
      ถึงสามร้อยยอดโอ้            อาวรณ์
สุดสั่งสุดโศกสมร                  สุดเศร้า
สุดยอดยิ่งสิงขร                    สูงสุด นางเอย
สุดยอดรักรักเจ้า                    ยิ่งร้อยพันทวี

สำนวนโวหาร โคลงนิราศถลางเป็นโคลงที่มีความไพเราะ มีสำนวนโวหารโลดโผนคมคาย

คุณค่าของหนังสือ โคลงนิราศถลางเป็นโคลงที่มีความดีเด่นในเชิงเปรียบเทียบแสดงความสามารถในการใช้คำเป็นพิเศษ นับว่าเป็นพระยาตรังได้ฝากผีปากการแต่งไว้ไม่น้อย

โคลงนิราศนรินทร์

นายนรินทร์ (อิน) เป็นผู้แต่งโคลงนิราศนรินทร์ แต่งขึ้นเมื่อคราวตามเสด็จสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ไปปราบพม่าข้าศึก ซึ่งยกมาตีเมืองถลางและชุมพรใน พ.ศ. ๒๓๕๒ หอสมุดแห่งชาติมีต้นฉบับโคลงนิราศนรินทร์อยู่หลายฉบับ จากการตรวจสอบทุกฉบับยังมีข้อความที่ไม่ตรงกัน และฉบับที่ใช้พิมพ์เป็นต้นฉบับขณะนี้เป็นต้นฉบับของหลวงแก้วกาญจนเขต

ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นร่ายสุภาพนำ ๑ บท และต่อด้วยโคลงสี่สุภาพ ๑๔๓ บท

เนื้อเรื่อง เริ่มต้นยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ และชมบ้านเมือง จากนั้นจึงกล่าวถึงการจากนางและการเดินทาง ผ่านสถานที่ใดก็คร่ำครวญถึงหญิงคนรัก การเดินทางเข้าคลองบางใหญ่ ผ่านวัดหงส์ บางยี่เรือ บางขุนเทียน บางกก โคกขาม แม่กลอง ปากน้ำ บ้านแหลม เพชรบุรี ขึ้นบกที่ชะอำ ผ่านสามร้อยยอด บางสะพาน จนถึงตะนาวศรี มีการชมนก ชมไม้ ชมสัตว์ตลอดระยะทาง

ตัวอย่าง

ฝากนาง
      โฉมควรจักฝากฟ้า           ฤาดิน ดีฤา
เกรงเทพไท้ธรณินทร์             ลอบกล้ำ
ฝากลมเลื่อนโฉบบิน               บนเล่า นะแม่
ลมจะชายชักช้ำ                     ชอกเนื้อเรียมสงวน

การแสดงความรักที่มั่นคง
        ตราบขุนศิริขัน           ขาดสลาย แลแม่
รักบ่หายตราบหาย              หกฟ้า
สุริยจันทรขจาย                  จากโลก ไปฤา
ไฟเล่นล้างสี่หล้า                 ห่อนล้างอาลัย

สำนวนโวหาร เป็นโคลงนิราศที่แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพที่มีความไพเราะ สำนวนโวหารดีเยี่ยม ใช้คำกะทัดรัด ดีทั้งความและเสียง เปรียบเทียบความรักได้แนบเนียน

คุณค่าของหนังสือ วรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอดของโคลงนิราศ เพราะเป็นโคลงนิราศที่มีความงามทั้งความและเสียงสัมผัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงกล่าวถึงนิราศนรินทร์ว่า เป็นวรรณคดีที่จะหาโคลงเรื่องใดมาเปรียบเทียบได้ยาก