ผักกระเฉด พืชเถาเลื้อย สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนดินและในน้ำ รากและใบจะออกที่ข้อ รับประทานได้ทั้งลำต้น ใบ มีกลิ่นค่อนข้างฉุน รากผักกระเฉดที่เจริญอยู่ในน้ำเรียกกันว่า "หนวด" ลำต้นของผักกระเฉดห่อด้วยเนื้อเยื่อจำพวก แอแรนไฮม่า (aerenehyma) หรือที่เรียกว่า "นม" ช่วยทำให้เถาผักกระเฉดลอยน้ำได้

การปลูกผักกระเฉดจะต้องคำนึงถึงคุณภาพความน่าซื้อและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก ดังนั้นการปลูกผักกระเฉดแบบใหม่โดยการผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2 กับผักผลไม้ และเศษผักขยะสดอินทรีย์ โดยมีสูตรผสมคือ ใช้ผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น มะม่วง กล้วย มะละกอ มาหมักกับกากน้ำตาลร่วมกับการใช้สารเร่ง พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน หมักไว้ 10 วัน คนเป็นครั้งคราวให้เข้ากัน พร้อมกับเปิดฝาถัง เพื่อให้เกิดการระบายก๊าซ ประมาณ 1 เดือน
หลังจากปลูกผักกระเฉดประมาณ 2 สัปดาห์ ถึงระยะที่ผักกระเฉดลอยน้ำดีแล้ว ให้นำปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสารเร่ง พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ไปฉีดพ่นในแปลงผักกระเฉด ฉีดพ่นสม่ำเสมอทุก ๆ 7 วัน หลังจากเก็บผลผลิต โดยใช้อัตราที่กรมพัฒนาที่ดินแนะนำ คือ 1 : 500 เมื่อฉีดส่วนผสมดังกล่าวแล้วจะพบว่า ผักกระเฉดจะยาวเร็วและขาวอวบ รสชาติหวานกรอบ

การเก็บเกี่ยว เมื่อผักกระเฉดประมาณ 20 วัน ก็เก็บขายได้แล้ว พอเก็บผลผลิตแล้วให้ฉีดน้ำหมักทันที อีก 4 วัน ก็เก็บขายได้อีก นิยมบรรจุใส่ถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม ราคาขึ้นลงแล้วแต่ราคาผักในตลาด
การดูแลโรคและศัตรูผักกระเฉด จะมีก็พวกเพลี้ยและหนอนเจาะข้อ ถ้าพบผักกระเฉดมีใบหงิกๆ แสดงว่า หนอนลงผักกระเฉดซะแล้ว ป้องกันไม่ยาก โดยทุก ๆ 7 วัน ให้ใช้สารขับไล่แมลง ที่ผสมสารเร่ง พด.7 ซึ่งหมักจากข่า ตะไคร้หอม สะเดา ยาสูบ ไว้ 15 วัน ผสมน้ำฉีดพ่น ป้องกันแมลง เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง และเพลี้ยอ่อน เมื่อผักกระเฉดอายุครบ 2 เดือน ก็เริ่มให้ผลผลิต หากปลูกไม่มากนักทางที่ดียกกอนั้นขึ้นมาทำลายทิ้งเลยจะดีกว่า ไม่ต้องเสียค่ายาให้เปลืองเงิน นอกจากนี้ ยังเจอปัญหาโรคใบร่วง ถ้าเป็นให้เก็บกอออกเลย แล้วนำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.7 ที่หมักได้ที่แล้วผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน 1 : 200 (ประมาณ 2 ลิตร ต่อไร่) ฉีดพ่นบริเวณต้นผักกระเฉด 7 วัน ต่อครั้ง เมื่อผักกระเฉดแตกยอดอ่อน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ผสมแล้ว (1 : 200) ฉีดพ่นบนบริเวณต้นผักกระเฉด 7 วัน ต่อครั้ง ส่วนสมุนไพร (ข่า บอระเพ็ด สะเดา สาบเสือ พริก ยาฉุน โล่ติ๊น) ที่นำมาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสารเร่ง พด.2 ประมาณ 1 เดือน นำน้ำหมักสมุนไพรที่ได้มาผสมกับน้ำ อัตราส่วน 1/5 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อป้องกันแมลง 7 วัน ต่อครั้ง โดยผสมพร้อมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ฉีดพ่นพร้อมกัน (ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ลิตร + น้ำหมักสมุนไพร 1/5 ลิตร+น้ำ 200 ลิตร) ส่วนกากที่เหลือก็นำไปทำเป็นปุ๋ยหมักเป็นอาหารของพืชต่อไปได้อีก
นับว่า สูตรปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2 พร้อมสูตรสมุนไพรยาปราบศัตรูพืชสารเร่ง พด.7 ที่ได้นำเอาวัตถุดิบหาง่ายอย่าง "ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2 มาผสมกับเศษพืช ผลไม้ นั้น ได้ผลดีเกินคาด เพราะเมื่อฉีดพ่นแล้วสามารถช่วยต้านแมลงและโรคพืชได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเร่งการเจริญเติบโตของผักกระเฉดให้เห็นผลทันตา แถมช่วยเร่งการเจริญเติบโตของผักกระเฉดมีคุณภาพดี ยอดสวย นมใหญ่ เป็นที่ต้องการของท้องตลาด ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผักกระเฉดปลอดภัยจากสารเคมี ฮอร์โมน และปุ๋ยเคมีชนิดต่างๆ ตลอดจนช่วยในการปรับสภาพน้ำในบ่อให้มีคุณภาพดีขึ้น ประสบความสำเร็จลดต้นทุนในการผลิตลงได้ไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

ผักกระเฉด เป็นพืชล้มลุก พบได้ตามห้วย หนองและลำคลอง
รสชาติของผัก ยอดอ่อน ใบ และลำต้นรสมันเย็น
วิธีปรุงอาหาร ผักกระเฉดกินได้ทั้งสุกและดิบหรือปรุงเป็นอาหารอื่นๆ ได้หลากหลาย เช่น เป็นผักจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมัน แกงส้ม กินกับขนมจีนน้ำพริก น้ำยา ยำผักกระเฉด หั่นฝอยทอดกับไข่
ประโยชน์ทางยา ผักกระเฉดมีรสมัน เย็น สรรพคุณ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ถอนพิษเบื่อเมา ตับอักเสบ
คุณค่าทางโภชนาการ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินซีไนอาซิน เบต้า-แคโรทีน โปรตีน และไขมัน
ผักกระเฉดให้วิตามินเอสูงมาก ซึ่งมีความสำคัญต่อดวงตา ช่วยให้มองเห็นในแสงสลัว บำรุงเซลล์บุผิว (eqithelial cell)วิตามิน เอ ช่วยให้การเจริญเติบโตและการทำงานของระบบสืบพันธุ์และระบบภูมิคุ้มกันเป็น ปกติ ทั้งยังให้แคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานปกติ และมีธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด คนสมัยก่อนเชื่อว่าผักกระเฉดแก้ปวดฟันได้ โดยตำผสมสุราแล้วหยอดฟันที่ปวด
หมายเหตุ : ผักกระเฉดเป็นผักที่เหมาะสมจะกินในหน้าร้อน เพราะมีรสเย็น ช่วยบรรเทาความร้อน
บรรณานุกรม
http://www.news.cedis.or.th/detail.php?id=861&lang=en&group_id=1
http://www.krudang.com/sheet/pak/pakpuenban/kraset.htm
http://www.uto.kmutt.ac.th/food/showMaterialDetail.php?MaterialID=47
http://www.doae.go.th/library/html/detail/vegetable/pukkached_index.html
สืบค้นเมื่อ 30 ธันวาคม 2553
| ถัดไป > |
|---|


















