องค์ประกอบหลักประการหนึ่งที่ช่วยให้ "เทคโนโลยีการแพทย์" ของโลกเจริญรุดหน้าดังเช่นปัจจุบัน ต้องยกความดีความชอบให้กับ "สัตว์ทดลอง" หลายล้านตัวที่ต้องจบชีวิตเพื่อแลกกับการพัฒนาวัคซีนและเทคนิคการแพทย์ใหม่ๆ เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์
กระแสต่อต้านการนำสัตว์ เช่น หนูตะเภา ลิง ฯลฯ มาใช้ในการทดลองในห้องปฏิบัติการซึ่งเริ่มมีมากขึ้นทุกขณะ ประกอบกับการคิดค้นวิธีค้นคว้าใหม่ๆ เช่น สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาสถิติการใช้สัตว์ทดลองลดลงกว่าครึ่ง
คงไม่เกินเลยความจริงจนเกินไปนักถ้าจะพูดว่าสัตว์ทดลองคือ "ผู้มีพระคุณต่อมนุษยชาติ"....สัตว์โลกเหล่านี้ได้ทำคุณประโยชน์อะไรให้กับเราบ้าง วันนี้เรามาลองย้อนทบทวนไปพร้อมๆ กัน
1. ยาปฏิชีวนะ "เพนนิซิลิน"
ปี 2471 อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง ค้นพบว่า เชื้อรา "เพนนิซิเลียม" มีความสามารถในการกินเชื้อแบคทีเรีย "สเตปฟิโลคอกคัส" ซึ่งถ้ามนุษย์ติดเชื้อตัวนี้เข้าไปแล้วจะทำให้เลือดเป็นพิษถึงตาย ในขณะนั้นเฟลมมิ่งสกัดเชื้อราออกมาเป็นยาชื่อเพนนิซิลิน แต่การทดลองยังไม่สัมฤทธิผล
กระทั่งปี 2483 นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังสังกัดมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจึงทดลองฉีดเชื้อแบคทีเรียสเตปฟิโลคอกคัสหลายร้อยล้านโดสเข้าไปใน "หนูทดลอง" เพื่อศึกษาการใช้เพนนิซิลิน จนประสบความสำเร็จกลายเป็นยาเพนนิซิลินเช่นทุกวันนี้
2. การถ่ายเลือด
วิธีการถ่ายเลือดของสิ่งมีชีวิตประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2457 ภายหลังจากนักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีถ่ายเลือดออกจากตัว "สุนัข" ก่อนจะนำเลือดกลับเข้าไปในตัวมันใหม่ โดยเทคนิคอยู่ที่การผสม "ซิเตรท" เข้าไปในเลือด
ถัดมาอีก 1 ปี แพทย์จากสถาบันร็อกกี้เฟลเลอร์ สหรัฐ ทดลองดูดเลือดสุนัขและกระต่ายมาเก็บไว้นอกร่างกายของมันถึง 3 อาทิตย์ โดยผสมซิเตรทกับน้ำตาลเอาไว้ในเลือดเพื่อรักษาเม็ดเลือดแดงและถ่ายกลับเข้าไปในตัวมันใหม่ ปรากฏว่าสัตว์รอดชีวิต และเทคนิคนี้ก็พัฒนานำมาใช้กับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยมะเร็ง และอีกหลายโรค
3. วัณโรค
ย้อนกลับไป 100 ปีก่อน ใครเป็นวัณโรคนั้นต้องเตรียมขุดหลุมศพรอสถานเดียว ต่อมาในปี 2486 นักจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ สหรัฐ ทดลองฉีดยาปฏิชีวนะ "สเตร็ปโตมัยซิน" ที่สกัดจากไก่ที่ป่วยด้วยเชื้อวัณโรคเข้าไปในตัวหนูทดลอง ซึ่งมีเชื้อวัณโรคอยู่แล้ว ผลลัพธ์พบว่ายาสามารถยับยั้งเชื้อวัณโรคได้โดยไม่ทำอันตรายต่อหนูทดลอง
การทดลองยาปฏิชีวนะต้องทำในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางรู้ว่าตัวยาจะทะลุทะลวงเข้าไปถึงชั้นเนื้อเยื่อที่ถูกเชื้อโรคเล่นงานหรือไม่
4. โรคจุดรับภาพดวงตาเสื่อม
"โรคจุดรับภาพในดวงตาเสื่อม" เป็นโรคที่พบบ่อยในหมู่ประชากรวัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาศัยอยู่ในชาติกำลังพัฒนา มีสาเหตุจากการที่เส้นเลือดหลังจอรับภาพของดวงตาเติบโตผิดปกติ
ปี 2541 คณะนักวิทยาศาสตร์จากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ นำลิง แมว และกระต่าย มาใช้ในการทดลองผ่าตัดดวงตาเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคดังกล่าว โดยวิธีผ่าตัดทำโดยการเลาะ "เรตินา" ออกเพื่อเย็บกลับเข้าไปใหม่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เทคนิคการผ่าตัดแบบนี้จะไม่มีวันสมบูรณ์ถ้าไม่มีการฝึกฝนกับสัตว์ทดลองมาก่อน
5. โรคหืด
ช่วงทศวรรษที่ 1960 นักวิทยาศาสตร์ทดลองใช้สารเคมีหลายชนิดเพื่อผลิต "ยาขยายหลอดลม" ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและปอดของมนุษย์ นอกจากนั้นตัวยายังต้องออกฤทธิ์นานพอสมควรอีกด้วย ดังนั้นการทดลองจึงต้องทำกับสิ่งมีชีวิต เช่น กบและหนูตะเภา
6. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
จัดเป็นโรคอีกประเภทที่อันตรายอย่างยิ่งต่อคนเรา โดยเฉพาะเด็กๆ โรคนี้เกิดจากการที่ร่างกายถูกไวรัสและแบคทีเรียโจมตี
แบคทีเรีย "Haemophilus Influenza" หรือ "Hib" นับเป็นต้นตอโรคเยื้อหุ้มสมองที่พบบ่อย แต่ก็สามารถคิดค้นวัคซีนขึ้นมากำราบได้สำเร็จ โดยการทดลองวัคซีนนั้นทำในหนูและกระต่าย เหตุที่ต้องใช้สัตว์ทั้งตัวมาทดลองแทนที่จะทดสอบวัคซีนกับเนื้อเยื่อเฉพาะส่วน เพราะต้องดูพัฒนาการของโรคที่สามารถแพร่กระจายไปได้ทั้งร่างกาย
7. ผ่าตัดเปลี่ยนไต
แพทย์ลงมือทดลองผ่าตัดเปลี่ยนไตในสุนัขและหมูได้สำเร็จเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน จึงเริ่มการผ่าตัดกับมนุษย์ แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาใหญ่ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราต่อต้านไตที่ผ่าตัดเปลี่ยนเข้าไป ทำให้ในปี 2515 ต้องมีการทดลองสกัดสาร "Cyclosporine" จากเชื้อรา ซึ่งมีคุณสมบัติ "กด" ภูมิต้านทานของหนู
เมื่อนำเทคนิคผ่าตัดเปลี่ยนไตที่ทำกับสุนัขมาผสานกับการจ่ายสารดังกล่าวให้คนไข้ พบว่าโอกาสมีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้น 3 เท่า
8. มะเร็งเต้านม
ผลการศึกษาในหนูทดลองช่วงกลางทศวรรษ 1950 พบว่า การเปลี่ยนแปลงระดับของฮอร์โมนทำให้เกิดมะเร็งเต้านม
ข้อมูลชิ้นนี้นำไปสู่การพัฒนายาฮอร์โมนบำบัด "ทาม็อกซิเฟน" ซึ่งมีฤทธิ์ไปยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการขยายตัวได้
9. โรคพาร์กินสัน
พาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดกับระบบประสาทในสมอง ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวเชื่องช้าและมีอาการสั่นของอวัยวะ ดร.ทิปู อาซิส แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด คิดค้นวิธีรักษาอาการสั่นด้วยการนำ "ลิง" มาช็อกด้วยขั้วไฟฟ้า ก่อนลงมือทดลองกับผู้ป่วยจริงๆ
สาเหตุที่จำเป็นต้องใช้ลิงในการทดลองเพราะมีอาการของโรคพาร์กินสันใกล้เคียงกับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการสั่น
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5395 สืบค้นเมื่อ 15/9/2548
| < ย้อนกลับ |
|---|

















