สสารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆอนุภาคเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องจุลทัศน์ ใดๆเราเรียกว่าใดๆ เราเรียกว่า อะตอม (atom) อะตอมที่มนุษย์รู้จักจริงๆในปัจจุบันมีเพียง 110 เท่านั้น อะตอมบางชนิดเกิดขึ้งเองตามธรรมชาติ แต่บางชนิดเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ เพราะอะตอมของธาตุเหล่านั้นไม่คงตัว จะสลายตัวไปรวดเร็วมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังต้องใช้สสารเป็นตัวเริ่มในการสังเคราะห์อะตอมชนิดใหม่ขึ้นมา ถึงแม้เราจะทราบว่าสสารสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังงานได้ แต่นักวิทยาศาสตน์ก็ยังไม่สามารถจะทำให้เป็นพลังงานกลับรวมตัวกันกลายเป็นสสารได้

                   

                ความจริงเรื่องราวของอะตอมเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ คือประมาณสองพันกว่าปีมาแล้ว ครั้งนั้นมีชายผู้ปราดเปรื่องคนหนึ่งชื่อ เดโมคริตัน (Dermocritus) คร่นคิดว่าบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกประกอบขึ้นด้วยอะไร ? ในที่สุดเขาก็ได้เสนอความคิดเห็นออกมาว่า สรรพสิ่งทั้งหลายจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อนำมาแบ่งครึ่ง และเอาครึ่งที่แบ่งนั้นมาแบ่งครึ่งอีกต่อไปเรื่อยๆจนกระทั้งแบ่งต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ชิ้นที่แบ่งต่อไปไม่ได้อีกนี่แหละเป็นส่วนประกอบปรุงแต่ให้เกิดสารต่าง ๆ ขึ้น เดโมคริตัสเรียกเจ้าส่วนที่แบ่งไม่ได้นี้ว่า " อะตอม " โดยขอยืมยืมคำ อะตอมอส ในภาญาที่แปรว่า "ไม่สามารถแบ่งได้" มาใช้

               บางทีอะตอมจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เรียกว่าโมเลกุลโมเลกุลเหล่านี้มักจะอยู่รวมตัวกันกล่มมากกว่าจะอยู่กันเดี่ยวๆ เช่นเดียวกับการเป็นอยู่ของมนุษย์ กล่าวคือมนุาย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ตามลำพังตนเองนั้นมีน้อยมาก ส่วนมากแล้วจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวเป็นหมู่คณะ เรารู้ว่ามนุษย์มีเพียงสองเพศเท่านั้น แต่กลุ่มมนุษย์มีมากมายในทำนองเดียวกันอะตอมแม้ว่าจะมีไม่กี่ชนิด มันก็สามารถรวมกันเป็นหมู่ได้มากมายหลายร้อยพันขนิดด้วยกัน นี่เป็นเหตุให้เกิดมีสารต่างๆ มากมายในโลก

                  ความคิดของเดโมคริตัสเกี่ยวกับเรื่องอะตอม ได้รับความเชื่อถือสืบต่อมาจากจนกระทั้งทั่วศตวรรษที่ 18 นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปจึงได้เลิกล้มความเชื่อถือนี้ เมื่อค้นพบว่าสาร เช่นนํ้า ประกอบด้วยสารสองชนิดคือ ไฮโดรเนกับออกซิเจน ซึ่งไฮโดรเจนและออกซิเจนนี้ไม่สามารถจะทำให้แตกเล็กลงไปได้อีก นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นจึงเรียกที่ไม่สามารถจะทำให้เล็กลงไปอีกว่า ธาตุ ฉะนั้นธาตุก็คือโมเลกุลที่ประกอบขึ้นด้วยอะตอมชนิดเดียวกัน แต่ถ้าโมเลกุลนั้นประกอบขึ้นด้วยอะตอมต่างชนิด เราก็เรียกว่า สารประกอบ

                ประมาณปี ค.ศ 180จอร์นดาลตัน (John Dalton) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ไดัตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับอะตอมขึ้นมาใหม่ว่า ธาตุทุกธาตุประกอบด้วยอะตอมซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุด และอะตอมของธาตุชนิดเดียวกันจะเหมือนกัน หนักเท่ากันทุกประการ (ในปัจจุบันพบว่า อะตอมของธาตุเดียวกันอาจหนักไม่เท่ากันก็ได้) เช่น อะตอมของคาร์บอนจะเหมือนกันและหนักเท่ากัน แต่อตอมของธาตุชนิดต่างกันจะมีนํ้าหนักต่างกันออกไป

                    ธาตุที่ค้นพบแล้วมีกว่า 105 ธาตุ ซึ่งคาดกันว่าจะพบทั้งหมด 118 ธาตุ บางธาตุใน 105 ธาตุเป็นธาตุที่เรารู้จักกันดี เช่น ทอง เงิน เหล็ก ทองแดง และอลูมิเนียม เป็นต้น แต่ก็มีธาตุอีกไม่น้อยที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ธาตุกาโลดิเนียม ปราโซดายเนียม ในเรื่อง 110 ธาตุ นี้ จะกล่าวถึงธาตุต่างๆ เป็นการแนะนำได้โดยการสังเขป โดยจะเริ่มจากธาตุที่รู้จักกันดีเป็นต้นไป และถ้าหากผู้ใดต้องการที่จะรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะค้นหาอ่านได้จากตำราเคมีชั้นสูงทั่วไป

                    นักเคมีพบว่าทุกอะตอมประกอบด้วยอนุถาคเล็กๆ หลายชนิด อนุภาคที่อยู่ใจกลางอะตอม ประกอบขึ้นด้ววยอนุภาคที่อย฿่ตัว 2 ชนิด คือ โปรตอน (Proton) ซึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกกับนิวตรอน ไม่มีประจุไฟฟ้า อนุภาคที่อยู่ส่วนนอกของอะตอมเรียกว่า อีเลคตรอน (Electron) ซึ่งจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนโปรตรอนที่อยู่ใจกลางอะตอมนั้น และโปรตรอนมีจำนวนมากน้อยแตกต่างกันออกไปในแต่ละธาตุ เช่น อะตอมที่เล็กที่สุดจะมีอยู่เพียง 1 โปรตรอน อะตอมที่ใหญ่ขึ้น จำนวนโปรตรอนก็เพิ่มขึ้นเป็น 2,3 ...... จนครบ 110 โปรตรอน และจำนวนโปรตรอนที่อยู่ในอะตอมเหล่านี้ นักเคมีได้ตกลงกันให้เรียกว่า อะตอมมิคนัมเบอร์(Atomic Numbeer) เช่นธาตุที่มีโปรตรอนอยู่ 23 ตัว ก็จะมีอัเลคตรอน 23 ตัวด้วย หมายความว่ามีอะตอมมิคนัมเบอร์เป็น 23

                   อีเลคตรอนของธาตุจะจัดเรียงกันอยู่เป็นชั้นๆ ในแต่ละชั้นเราจะไม่สามารถกำหนดตํ่าแหน่งที่แน่นอนของมันได้ มันจะหมุนรอบแกนใจกลางของอะตอมแพร่กระจายไปทั่ว เราจึงบอกได้แต่เพียงว่า โอกาสที่พบอีเลคตรอนได้มากที่สุดนั้นจะอยู่ที่ตํ่าแหน่งใดเท่านั้น ดังนั้นจึงมีผู้เรียดอีเลคตรอนที่อยู่รอบนิวเคลียสว่า หมอกอีเลคตรอน (Electron cloud)

                  นักเคมีได้จัดเรียงธาตุต่างๆลงในตารางธาตุโดยแบ่งออกเป็นหมู่(group) และคาบ (period) โดยจัดให้ธาตุที่มีคุณสมบัติเหมือนกัยอยู่หมู่เดียวกัน

                   ธาตุที่การจัดเรียงอีเลคตรอนเหมือนกัน จะมีคุณสมบัติคล้ายกันด้วย เช่นธาตที่ 3, 19, และ37 '55 และ 87 จึงได้จัดไว้ในคอลัมน์เดียวกัน ส่วนธาตุ 2 ,10 , 18 , 36 ,54, 86,2 ตัว จึงจัดไว้ในคอลัมน์ถัดไปทางขวาของตารางธาตุและจำนวนอีเลคตรอนวงนอกสุดมีไม่เกิน 8 ดั้งนั้นจึงแบ่งธาตุออกเป็น 8หมู่ด้วยกัน