หลากหลาย....  เกี่ยวกับ..   บินหลา สันกาลาคีรี    กวีซีไรท์ 2548

 

“เจ้าหงิญ” ของ “บินหลา สันกาลาคีรี” คว้าซีไรต์

บ่ายวันนี้ (24 ส.ค.48) คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2548 (ซีไรต์) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้หนังสือ “เจ้าหงิญ” ของ “บินหลา สันกาลาคีรี” ได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย

“เจ้าหงิญ” เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นลำดับที่ 3 ของบินหลา สันกาลาคีรี เป็นการสร้างเรื่องจากจินตนาการมองโลกในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแง่เหงา เศร้า สดใส ช่างจินตนาการ เย้ยหยัน... แต่ละเรื่องถ้าอ่านเอารสและรื่นรมย์ก็จะสัมผัสกับความหมายเล็กๆ ที่ “บินหลา” แอบซุกซ่อนไว้ คือศักยภาพแห่งจินตนาการและความฝันของมนุษย์ ถ้าอ่านเอาจริงเอาจังก็จะพบความหมายใหญ่ นั่นก็คือวิญญาณขบถในตัวมนุษย์ทุกนาม

“บินหลา สันกาลาคีรี” เกิดที่ภาคใต้ แต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ภาคเหนือ เรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ไม่จบ แต่ทำงานหนังสือมาตลอด เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ และเป็นนักเขียนเต็มเวลา เขียนเรื่องสั้น นิยาย วรรณกรรมเยาวชน และสารดคีท่องเที่ยว เรื่องราวส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องที่เก็บเกี่ยวจากการเดินทาง (หลายครั้งมีจักรยานเป็นพาหนะ) แต่เขาปฏิเสธแข็งขันว่าไม่ได้เป็นนักเดินทาง ด้วยความที่อยู่ไม่เป็นที่เขาจึงนิยามตนเองว่าเป็น Guest writer นักเขียนผู้มีนิวาสสถานเป็น Guesthouse ซึ่งเขาบอกว่า “ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ปลูกบ้าน เพราะกลัวว่าจะต้องอยู่กับตรงนั้นนานเกินไป มีภาระต้องผ่อน ต้องอดทนกับสิ่งที่แวดล้อมนานเกินไป การที่ผมเช่าบ้านอยู่ผมเปลี่ยนแปลงตนเองง่ายกว่า”

“นิยายมันเป็นการทำงานของความคิด แล้วเราก็เลือกรูปแบบการนำเสนอ ตั้งใจว่าภายใน 2 ปีนี้ผมคงไม่ทำอย่างอื่นนอกจากนิยาย เวลามีความคิดสิ่งใดขึ้นมาก็จะมองหาแต่รูปแบบนิยายมาถ่ายทอดความคิดนั้น ผมเชื่อมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากจะเป็นนักข่าว ผมเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่สมัยมัธยมฯ แต่เรื่องสั้นได้ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1 พ.ศ 2527 ก็ค่อนข้างจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้เกิดความเชื่อมั่นว่าน่าจะเขียนหนังสือได้ เป็นความเข้าใจผิดไปเอง เพราะกว่าที่ผมจะได้เขียนหนังสือจริงๆ ก็หลายปีต่อมา เรื่องสั้นเรื่องแรกของผมรวมเล่มปี 2533 ประมาณ 7 ปีหลังจากเขียนหนังสือ ขณะนั้นเป็นนักข่าว เริ่มถามตนเองว่าอยากเป็นนักข่าวหรือนักเขียนกันแน่ เพราะนักเขียนกับนักข่าวจะไปคนละทาง แม้จะใช้ปากกาเหมือนกัน นักข่าวเป็นคนนำเสนอความจริงที่ถูกคนอื่นสร้างขึ้นในนาทีนั้น ไม่สามารถกำหนดการเสนอเองได้ ผู้อื่นเป็นคนกำหนด สำหรับนักเขียนนำเสนอความจริงที่เรากำหนด อาจจะเป็นความจริงเมื่อ 5 ปีที่แล้วหรือ 10 ปีที่แล้ว หรือ 50 ปีข้างหน้า ที่เรานำมาเสนอในวันนี้

ความจริงของผมไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นสัจจะ เป็นกระบวนการคิดที่ต้องจริง สมมติถามว่านิยายวิทยาศาตร์เป็นความจริงไหม ผมว่าจริง เรื่องพ้อฝันนั้นไม่จริง แต่เรื่องจินตนาการน่ะจริง เส้นแบ่งเรื่องนี้ละเอียดอ่อนแต่ที่สุด แล้วนักเขียนจะเป็นผู้นำเสนอความจริงออกมาไม่ใช่ส่วนเพ้อฝัน” บินหลาพูดถึงแนวคิดการทำงานของเขา

ที่มา   http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9480000114652

กู่ร้องให้ก้องฟ้า!!ข้าฯโบยบินมาจาก…สันกาลาคีรี

โด่งดังไปทั่วประเทศในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากที่คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ประกาศผลการตัดสินว่า เรื่อง เจ้าหงิญ ของบินหลา สันกาลาคีรี ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2548 สร้างความฮือฮาให้แก่แวดวงวรรณกรรมไม่น้อย
บินหลา สันกาลาคีรี หรือ ชื่อจริงนามสกุลจริงว่า วุฒิชาติ ชุ่มสนิท ผู้นี้ เป็นใครมาจากไหน? วันนี้ความคิดเห็นต่างๆ ของผู้ชายคนนี้ คงทำให้ผู้อ่านรู้จักตัวตนของเขาเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากที่เคยสัมผัสได้ในงานเขียน

“ในถนนนักเขียน ผมใช้ชื่อว่าบินหลา สันกาลาคีรี หรือเรียกผมว่าต้อก็ได้ ผมชื่อต้อ” หลายคนอาจสงสัยว่าชื่อบินหลามีที่มาและมีความหมายว่าอย่างไร เจ้าตัวพาย้อนความทรงจำเพื่อตามหาความหมายของชื่อ “ ปี พ.ศ. 2530 ผมทำงานให้กับคุณ ศุ บุญเลี้ยง บรรณาธิการคนแรกของผม เขียนหนังสืออยู่ที่นิตยสารไปยาลใหญ่ แล้วก็เป็นช่วงที่เรียนอยู่นิเทศศาสตร์จุฬาฯ ในยุคนั้น เขานิยมเป็นนกกัน ผมก็เลยเกิดความคิดว่า ผมเป็นนกที่บินมาจากบ้านผม บินมาจากที่นั่นจากชายเทือกเขาสันกาลาคีรี ผมจึงใช้ชื่อ นกบินหลา หรือนกกางเขนดง จากเทือกเขาสันกาลาคีรี ตั้งแต่นั้น”

บินหลา เกิดที่ชุมพร เมื่ออายุ 4 ขวบ ได้ย้ายไปสงขลาและเติบโตที่นั่น กระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยจึงมาอยู่กรุงเทพฯ และปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างสุขสงบอยู่ที่เชียงใหม่
“พ่อผมเป็นครูสอนภาษาไทย สอนประวัติศาสตร์และวรรณคดีด้วย” นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขารักการอ่าน นวนิยายกำลังภายในอย่างมังกรหยก คือหนังสือที่บินหลาชอบอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ต่อเมื่อโตขึ้น นิสัยในการอ่านหนังสือก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป และสิ่งสำคัญที่เจ้าตัวยอมรับคือ การอ่านหนังสือทำให้มีมุมมองและโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น

บินหลาเคยสอบติดที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่แท้จริงแล้วตัวเขาอยากเป็นผู้สื่อข่าว จึงเอ็นทรานซ์ใหม่อีกครั้ง และสอบติดที่คณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ ดังที่ตั้งใจไว้
“ ผมเป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจอยู่ที่มติชนสองปี แล้วก็ไปอยู่ไปยาลใหญ่กับคุณศุ จากนั้นจึงไปเป็นนักข่าวสายบันเทิงที่ข่าวสดอีก 4 ปี และลาออกในปี 2537 เพราะผมอยากเป็นนักเขียน”

สำหรับเรื่องเจ้าหงิญ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ณ วันนี้ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องของการตีความ ถึงเหตุการณ์และตัวละครต่างๆ ในเรื่อง อาทิ เก้าอี้ดนตรี ซึ่งทำให้ผู้อ่านเห็นภาพว่า การละเล่นชนิดนี้ ผู้ใหญ่อาจมองว่าเป็นเกมที่สนุก จึงพาเด็กๆ เล่นเกมนี้กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน โดยไม่ทันคิดว่าได้ปลูกฝังการแข่งขันและการมุ่งเอาชนะคนอื่นให้แก่เด็กโดยไม่รู้ตัว บินหลา เลือกที่จะเล่าเรื่องนี้ผ่านมุมมองของเก้าอี้ ซึ่งคณะกรรมการมองว่า ตัวผู้เขียนตั้งใจเปรียบเทียบหรือเสียดสีกับระบบการศึกษาของไทย ขณะที่ตัวเขาเองแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า

“ การแข่งขันไม่ใช่ความเลวร้าย แม้กระทั่งเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ ก็ไม่แน่ว่าเป็นเก้าอี้ดนตรีหรือเปล่า? แต่มันจะเลวร้ายกว่านั้นถ้าหากคุณไม่เข้าใจความหมาย หรือถ้าหากคุณแสวงหามัน โดยที่คุณไม่แสดงสถานะเก้าอี้ ตรงกันข้ามกลับให้เก้าอี้แสดงสถานะคุณ” บินหลากล่าวต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้ผู้คนส่วนมากพยายามยกย่องเชิดชูคนที่อยู่บนเก้าอี้ มากกว่าจะให้ความสำคัญว่าเขาได้โอกาสมาอยู่บนเก้าอี้ได้อย่างไร

นอกจากเรื่องของเก้าอี้ดนตรีแล้ว อีกสัญลักษณ์หนึ่งที่ชวนให้คณะกรรมการและผู้อ่าน ต่างชื่นชอบและขณะเดียวกันนั้นก็ชวนให้เกิดการตีความได้มากมายไม่แพ้เก้าอี้ดนตรี คือ สีที่แปดของรุ้งกินน้ำ แม้ผู้ที่ได้อ่านเจ้าหงิญ จะพบคำเฉลยในเรื่อง ว่าสีที่แปดของรุ้งกินน้ำคืออะไร แต่หากมองให้ลึกและวิเคราะห์สิ่งที่ผู้เขียนแฝงเอาไว้ จะพบว่าคำตอบไม่ได้มีเพียงแค่ในหนังสือเท่านั้น
แรงบันดาลใจในการเขียนรื่องนี้ บินหลาอธิบายว่า
“ ผมต้องการบอกว่า มันเป็นไปได้ยาก ที่รุ้งกินน้ำจะมีแปดสี แต่โอกาสที่รุ้งจะเกิดสีที่แปดขึ้น ยังมากกว่าโอกาสที่คนเราจะเข้าใจกัน แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะที่สำคัญกว่าคือ แม้เขาไม่เข้าใจเรา แต่ขอให้เราเข้าใจเขาก็พอ”

นอกจากนี้ เขาได้เล่าถึงการวางโครงเรื่อง และสิ่งที่มุ่งหวังให้คนอ่านได้รับ
“เรื่องสั้นชุด เจ้าหงิญ แตกต่างจากเรื่องสั้นที่ผ่านๆ มาของผม คืองานครั้งนี้ ผมคิดภาพโดยรวมขึ้นมาก่อนเลย คิดภาพรูปเล่มขึ้นมาก่อน วางโครงเรื่องหลักๆ ขึ้นมาว่ามีแต่ละชิ้นแต่ละส่วนเป็นอย่างไร หลังจากนั้นก็ทำแต่ละชิ้นส่วนให้สำเร็จ แล้วประกอบกันขึ้นมาเป็นเล่ม”

เรื่องสั้นชุดนี้ ในขณะที่คิดโครงเรื่องขึ้น บินหลาบอกว่าเขาคิดถึงคนทุกคน แต่คนที่ตัวเขาอยากให้อ่านที่สุดกลับไม่ใช่เด็ก (เช่นที่ใครๆคิด ด้วยเห็นรูปเล่มสีสันสดสวยเหมือนนิทาน)
แต่เป็นพ่อแม่เด็กที่เขาอยากให้อ่าน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ ผมอยากให้คนที่ดูแลคนรุ่นต่อไป ใช้ความรู้สึกคิดดูว่า คนรุ่นต่อไปของคุณจะต้องดูแลคนอีกรุ่นหนึ่ง ความดีงามจะถูกส่งต่อได้ ก็พอๆ กับที่ความเลวร้ายจะถูกส่งต่อ ความหยาบกระด้างถูกส่งต่อได้ ก็พอๆ กับที่ความละเอียดอ่อนจะถูกส่งต่อเช่นกัน คุณดูแลคนรุ่นต่อไปอย่างไร เขาก็จะดูแลคนรุ่นถัดไปเช่นนั้น”
นอกจากอยากให้พ่อแม่ของเด็กทุกคนได้อ่านแล้ว บินหลากล่าวว่าอีกส่วนที่สำคัญคือ เขาเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย ‘ความรัก’
“ผมมีความรักที่ผมคิดว่ามันชัดเจน ผมรู้สึกได้ ผมจึงเขียนงานนี้ขึ้นมาจากความรู้สึกนั้น
ตอนที่ผมคิดภาพงานชุดนี้ขึ้นมา ผมเคยตั้งคำถามว่า ที่เราต้องการเล่าเรื่องดีๆ ให้เด็กฟังก่อนนอน ก็เพื่อที่เขาจะได้ฝันดี มีความสุขทั้งคืน ได้เจอเรื่องดีๆในวันรุ่งขึ้น เมื่อตื่นมาก็เป็นวันที่สดชื่นใช่หรือไม่”

บินหลาจึงคิดว่า หากสามารถทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่นิทานก่อนนอน แต่เป็นนิทานก่อนตื่นบ้าง จะเป็นอย่างไร เป็นการตื่นที่สดชื่นและเปลี่ยนไปจากเมื่อวาน ไม่ใช่ตื่นซ้ำๆ กันทุกวัน แต่การตื่นในความคิดเขาคือการตื่นตัว “ผมอยากแทรกความคิดดีๆลงไประหว่างที่คุณนอน ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นความสุขของผมด้วย มันคือความฝันของมนุษย์ที่จะทำอย่างนั้นได้ ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากใช้นิทาน”
คือความฝันของมนุษย์ที่จะทำอย่างนั้นได้ ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากใช้นิทาน”


กล่าวถึงเจ้าหงิญไปแล้ว คงน่าเสียดายหากไม่ถามถึงความรู้สึกหลังได้เป็น นักเขียนซีไรต์
บินหลากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การที่เขาได้รางวัลซีไรต์หรือไม่ได้รางวัลนั้น ไม่ได้เป็นการพิสูจน์อะไรเลย นอกเสียจากเป็นการพิสูจน์ว่ากรรมการชอบ แต่หากถามว่ารู้สึกอย่างไร เขารู้สึกตื่นเต้นรวมทั้งเป็นความสุขที่อธิบายยาก

“เป็นความรู้สึกที่ว่า มีคนพยายามช่วยอธิบายงานของผม ความจริงแล้วปีนี้ผมเข้ารอบแปดคนด้วยความสบายใจมาก เพราะผมไม่คิดว่าตัวเองจะได้ ผมชอบอ่านอุบัติการณ์ ชอบนักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได แล้วก็ชอบนิทานกลางแสงจันทร์ คิดว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวผม แต่พอใกล้ถึงวันประกาศผล ผมก็รู้สึกอึดอัดๆ จึงรู้ตัวว่าเราก็หวังอยู่เหมือนกัน” บินหลากล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี รางวัลที่ได้รับ มีผลทำให้เกิดความกดดันในการสร้างสรรค์ผลงานหรือไม่ คำตอบของเขาคือ

“แน่นอนว่ามันส่งผล ทั้งส่งผลต่อความรู้สึกและส่งผลต่อการเตือนตัวเอง จริงๆ แล้วผมอยู่ได้ด้วยผู้อ่าน ผมเตือนตัวเองมาตลอด แม้ว่าผมจะไม่ได้รับรางวัล ความคาดหวังต่อผมก็ยังต้องเพิ่มมากขึ้น และผมเองก็คาดหวังต่อตัวเองมากขึ้นด้วย”

บินหลากล่าวว่า เขาไม่เคยคิดว่าการเขียนหนังสือคือบันได เพราะสำหรับเขา ไม่มีขั้นที่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่ แต่การเขียนหนังสือเปรียบได้กับการขึ้นภูเขา
“ผมอาจจะขึ้นเขาลูกแรกสูง 1,000 เมตร แต่พอลูกที่สองกลับสูงแค่ 200 เมตร ก็เป็นไปได้ หรือลูกที่สองคุณตั้งใจจะให้สูงสองพันเมตรจากพื้นแต่ขาหักตั้งแต่ห้าสิบเมตรแรกก็เป็นไปได้เช่นกัน ดังนั้นมันไม่ได้เป็นการการันตีเลยว่าคุณขึ้นลูกแรกได้เท่าไหร่แล้วคุณต้องขึ้นลูกที่สองได้สูงกว่านั้น ขึ้นได้ดีกว่าหรือขึ้นได้เร็วกว่า แต่อย่างน้อยคุณต้องสำนึกไว้เสมอว่า คุณเคยขึ้นพันเมตรมาแล้ว”
บินหลาไม่เรียกว่าแรงกดดันเสียทีเดียว แต่เขาเรียกมันว่าความคาดหวัง ซึ่งตัวเขาเองก็จะผิดหวังในตัวเองเช่นกัน หากทำไม่ได้อย่างที่มุ่งหวังไว้
คำถามสุดท้ายที่ยังคงคาใจใครหลายๆ คน และก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่าง
มาก เกี่ยวกับชื่อเรื่องที่สลับตัวอักษรจากเจ้าหญิง เป็น เจ้าหงิญ ว่ามีความหมายหรือความนัยใดซ่อนไว้ บินหลากล่าวถึงสิ่งนั้น ว่า

“การตีความเป็นหน้าที่ของคนอ่าน ผมคงไม่ไปก้าวล่วงหรือไปอธิบายว่าการตีความอย่างนั้นถูกหรือผิด เมื่อถึงวันหนึ่งเรื่องทุกเรื่องต้องได้รับการเฉลย ถ้าคุณได้รับคำตอบนั้นด้วยตัวเอง คงจะดื่มด่ำและประทับใจกับมันมากกว่าการที่คนอื่นเฉลยให้คุณ หากผมบอกว่าผมหมายความถึงอะไร มันอาจจะเป็นเรื่องที่ผู้อ่านสูญเสียความสนุกสนานส่วนตัวไป”

แล้วคุณล่ะ พบคำเฉลยจากเจ้าหงิญด้วยตัวเองหรือยัง...คำเฉลยที่บินมาพร้อมกับนกกางเขนดง..บินหลา สันกาลาคีรี

ที่มา     http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9480000117681

 

 
 
จำนวน