กวีต้นแบบ "พนม นันทพฤกษ์" การแสวงหาและการค้นพบ

 

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์เคยกล่าวว่า "ความสำคัญในกาพย์กลอนของ พนม นันทพฤกษ์ นั้นยิ่งใหญ่ในด้านความเป็นผู้นำที่ยังคงอิทธิพลให้กับคนเขียนกวีรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เขาเป็นกวีแห่งยุคผู้เป็น ต้นแบบ ที่น่าศึกษา และน่าภาคภูมิคนหนึ่งของแผ่นดิน" (ปกหลังรวมบทกวี "ทะเล ป่าภู และเพิงพัก" ของ พนม นันทพฤกษ์ สำนักพิมพ์มิ่งมิตร พ.ศ.๒๕๔๑)

"ประกาย ปรัชญา" กวีรุ่นใหม่ซึ่งเป็น "ต้นแบบ" อีกชั้นหนึ่งให้แก่กวีรุ่นหลังอีกหลายคนได้เขียนไว้ในรวมบทกวี "สองทศวรรษ" ของเขาว่า "อุทิศแด่ คมทวน คันธนู และ พนม นันทพฤกษ์ สองกวีแห่งยุคสมัย : สอง ต้นธาร ร้อยกรองของข้าพเจ้า"

พนม นันทพฤกษ์ จึงเป็นทั้ง "ต้นแบบ" ทั้ง "ต้นธาร" อยู่ในตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่กวีคนหนึ่งจะได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งเช่นนี้

กวีนามอุโฆษผู้นี้สร้างผลงานอย่างโดดเด่น สู่สาธารณชนครั้งแรกในนามจริงคือ "สถาพร ศรีสัจจัง" ขณะเรียนคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หลังเหตุการณ์นี้ผลงานของเขาก็เคียงคู่อยู่กับกวีเด่นๆ ในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น "รวี โดมพระจันทร์" หรือ "วิสา คัญทัพ" ก็ตาม

หลังเผด็จการทหารกลับมามีอำนาจอีกครั้งในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ชื่อของ "สถาพร ศรีสัจจัง" ก็เงียบหายไปเหมือนฝนลาฟ้าเช่นเดียวกับกวีอื่นๆ ก่อนที่จะผุดวาบออกมาเป็นปรากฏการณ์ดั่งเรียวรุ้งในนาม "พนม นันทพฤกษ์" ในช่วง พ.ศ.๒๕๒๒ บทกวีอย่าง "เดือนสามลมรักล่องแผดโผยโปรยผ่านมา" หรือ "ฝั่งทะเลตะวันตก" หลายคนบอกว่างามจับใจ โดยเฉพาะ "เกจิวรรณกรรม" อย่าง "หินผา บ้านไพร" หรือ เสถียร จันทิมาธร ถึงกลับกล่าวว่า บทกวีของ พนม นันทพฤกษ์ สามารถสืบทอดวรรณคดีโบราณได้อย่างเข้าใจ และเข้าถึงชีวิตอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง (โลกหนังสือ มิถุนายน ๒๕๒๓)

บทกวีในช่วงต่อมาของ พนม นันทพฤกษ์ ไม่ว่าจะเป็น "ตำนานแห่งพิมพะยอม" หรือ "ตำนานดาว" ล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างโดดเด่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากมีกวีรุ่นใหม่หลายคน ทดลองเดินตามเส้นทางของเขามาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งกวีเจ้าคารมผู้นี้กลายเป็น "ต้นแบบ" ไปในที่สุด

น่าสงสัยว่าเขาสร้าง "ต้นแบบ" ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร

"ความจริงแล้วผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นต้นแบบอะไรหรอก"

เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม นุ่มกังวานตามบุคลิกประจำตัวให้คนสองคนฟัง ในห้องพักของแฟลตข้าราชการสถาบันทักษิณคดีศึกษา บนเกาะยอ จ.สงขลา ซึ่งมีบรรยากาศสวยงามราวกับสถานที่พักตากอากาศ มองออกไปด้านหลัง เห็นทะเลสาบสงขลา สะท้อนแสงแดดพรายพริบอยู่เบื้องล่าง สะพานติณสูลานนท์ฝั่งหัวเขาแดงทอดตัวสงบนิ่งเหนือผืนน้ำ บนท้องฟ้าในระดับสายตา นกขาวหลายตัวเริงรำไม่เหน็ดเหนื่อยราวแสดงนาฏกรรมไม่รู้จบ

หนุ่มใหญ่ที่ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงหลายปียกมือขึ้นลูกหน้าขึ้นลงถี่ๆ ดังที่เคยทำอยู่บ่อยครั้ง เขาวางกองถ้อยคำไว้เบื้องหน้าให้เราเพ่งพินิจ

"หลักเหตุการณ์ ๖ ตุลา ผมคิดว่าจะไม่เขียนบทกวีแบบเก่าๆ และไม่ใช้ชื่อ สถาพร ศรีสัจจัง อีกแล้ว เพราะฉะนั้น มันควรจะมีการเกิดใหม่ของอะไรบางอย่าง ผมก็พบว่าเรื่องเสียง เรื่องจังหวะ เป็นเรื่องสำคัญของบทกวี โดยเฉพาะจังหวะของกลอนแปดไม่จำเป็นต้องเหมือนที่สุนทรภู่วางไว้คือ ๓-๒-๓ หรือ ๓-๓-๓ มันน่าจะเป็น ๑-๔-๒ หรือ ๒-๒-๓ ก็ได้

"อีกอย่างผมคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องใช้คำบาลีสันสกฤตให้มากนัก ใช้คำไทยง่ายๆ ดีกว่า แต่ตัวชี้ขาดน่าจะเป็นเรื่อง "วิธีคิด" มากกว่า วิธีคิดที่จะนำเรื่องอะไรมาเล่าในกวีนิพนธ์ ซึ่งน่าจะมีลักษณะจำเพาะของมันที่ควรเล่าด้วยวิธีนี้ ไม่ควรเล่าด้วยวิธีเรื่องสั้นหรืออย่างอื่น ผมพบว่าเรื่องที่ควรเล่าเป็นกวีนิพนธ์คือเรื่องของความรู้สึก เพราะกวีนิพนธ์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสื่อตรงไปยังความรู้สึกของผู้รับ"

กวีใหญ่กล่าวว่า รูปแบบหนึ่งของกวีนิพนธ์ ที่เขาเคยทำมาแล้วและน่าจะประสบความสำเร็จ คือการเล่าความรู้สึกโดยมีโครงเรื่องเข้าไปรองรับ ในลักษณะของเรื่องสั้น มีตัวละคร ฉากและภาวะปรากฏการณ์ต่างๆ โดยนำรูปแบบมาจากวรรณคดี แต่ทำให้กระชับขึ้น ซึ่งผู้อ่านก็รู้สึกพอใจว่ามีเนื้อหาจริงจัง ไม่ใช่พร่ำรำพันอารมณ์อย่างเดียว

แต่เขาจะไม่ทำงานในลักษณะนี้อีกแล้ว เพราะรู้สึกอิ่มตัว

ในฐานะกวีรุ่นเก่าที่มีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ ผู้ฟังของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามความเห็นเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ร่วมสมัย

กวีต้นแบบบอกว่าในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาเขาอ่านกวีนิพนธ์น้อยกว่าเดิม และเท่าที่อ่านก็ยังไม่พบบทกวีที่กระทบความรู้สึกรุนแรง หรือเห็นพัฒนาการใหม่ที่งดงาม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการ "ผลิตซ้ำ" เสียมากกว่า สาเหตุหนึ่งเพราะบทกวีไม่ใช่ "สินค้าหลัก" ของสังคม จึงขาดพัฒนาการ มีเพียงการเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบจากฉันทลักษณ์ไปเป็นกลอนเปล่าเท่านั้น นอกจากนั้นก็เป็นการพยายามจัดจังหวะของเสียง เช่น เปลี่ยนกลอนแปดจาก ๓ จังหวะ เป็น ๔ จังหวะ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่

ทางด้านเนื้อหาของบทกวีรุ่นใหม่ กวีหน้าเข้มคิ้วดกสายพันธุ์ปักษ์ใต้กล่าวว่ายังขาดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เช่นกัน ไม่เพียงด้านนิตยสารเท่านั้น ถ้าเข้าไปดูในอินเทอร์เน็ต จะพบสิ่งที่เรียกว่า "กลอน" มากมาย ไม่ว่าจะเขียนเรื่องการเมืองหรือสังคมก็สำแดงออกในเชิง "อัตวิสัย" ล้วนๆ คือพอใจกับไม่พอใจ นอกจากนี้ ที่มีมากที่สุดคือเรื่องความรัก ซึ่งเขียนโดยใช้มุมมองที่เก่ามาก เช่น ฉันรักเธอ เธอรักฉัน เป็นต้น

"เรื่องความรักไม่ใช่ไม่ดี เขียนเมื่อไหร่ก็ดีเมื่อนั้น แต่คุณต้องทำได้ถึงขั้นทั้งโดยรูปแบบและมุมมอง ผมเห็นว่าการทำเรื่องเล่าไม่ว่าร้อยกรองหรือร้อยแก้ว ตัวชี้ขาดหนึ่งที่สำคัญมากคือมุมที่ใช้มอง แล้วเล่าเรื่องออกมาด้วยมุมนั้น แต่ในร้อยกรองต้องอาศัยทักษะในการเล่นกับเสียง เล่นกับคำ เล่นกับจังหวะ เพื่อให้กระทบใจคน"

ผู้ฟังของเขาตั้งคำถามไปถึงข้อด้อยของกวีรุ่นใหม่ เจ้าของบทกวี "ตำนานดาว" ยกมือขึ้นลูกหน้าอีกครั้ง เขาอธิบายชนิดไม่ต้องหยุดคิด

ข้อด้อยของกวีรุ่นใหม่ก็เหมือนข้อด้อยของคนรุ่นใหม่นั่นแหละ นี่คือความเห็นของ พนม นันทพฤกษ์ เขาบอกว่าคนรุ่นใหม่น่าสงสาร เพราะถูก "โปรแกรม" ข้อมูลเข้าสู่สมองจากสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลมากกว่า เริ่มจากค่านิยมทุนบวกกับแนวคิดแบบศักดินาเก่าของครอบครัว โปรแกรมให้เป็นคนที่ต้องชนะหรือเป็นเจ้าเป็นนาย สถานศึกษาโปรแกรมด้วยระบบอำนาจหลายรูปแบบ เพลงหรือระบบโฆษณาโปรแกรมการใช้ชีวิตและค่านิยมต่างๆ

คนรุ่นใหม่จึงมีความรู้จำกัด มีรสนิยมจำกัด กวีที่เลิกสูบบุหรี่แล้วเพราะโรคหลอดเลือดหัวใจเข้าคุกคามกล่าวเพิ่มเติม และบอกต่อไปว่า คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีความรู้สึกต่อสิ่งที่เข้ามากระทบ ยกเว้นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น และคนหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่สร้างงานศิลปะ ก็ค่อนข้างขาดสำนึกที่จะเรียนรู้ธรรมชาติแท้ๆ พวกเขาไปอยู่กับความฝันที่ล่องลอยอยู่ไกลมาก ไม่อยู่กับความเป็นจริงใกล้ตัว ทำให้ขาดภาวะของผู้นำทางจิตวิญญาณซึ่งศิลปินหรือกวีควรจะมีเป็นอย่างยิ่ง

"คนหนุ่มสาวและกวีส่วนหนึ่งขาดการเรียนรู้ข้อเท็จจริงของชีวิต ทำให้เป็นคนไม่ลุ่มลึก คิดอะไรก็ตื้นเขิน สิ่งที่เรียกว่าการแสวงหาก็มักจะแสวงหาที่กระพี้มากกว่าที่แก่น แสวงหารูปแบบมากกว่าเนื้อหา แสวงหาปรากฏการณ์มากกว่าธาตุแท้ เช่น พอเริ่มจะเป็นศิลปินก็ไปเน้นที่ทรงผม หรือการแต่งตัวต่างๆ นานา แล้วติดอยู่แถวนั้น ไม่ทำงานหนัก

"ผมคิดว่าการแสวงหาของศิลปินเหมือนกับการปฏิบัติธรรม นั่นคือคุณต้องเข้มแข็งมาก ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถผ่านพรมแดนเข้าไปสู่ภาวะของศิลปินจริงๆ ได้ คุณต้องมีภาวะเหมือนกับคนที่บรรลุธรรม ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถรวบรวมพลังส่งผ่านไปยังงานของคุณได้ เหมือนกับที่นักพรตส่งพลังหรือสัจจะของเขาผ่านไปยังคำเทศน์คำสอน"

กวีที่หัวใจยังอบอุ่นอยู่ด้วยความรักเสมอกล่าวว่า เขาชอบวรรณคดีรุ่นเก่า เช่น "ลิลิตพระลอ" ซึ่งมีความงดงามด้านกวีนิพนธ์เป็นอย่างมาก ชอบ "โองการแช่งน้ำ" เพราะอ่านออกเสียงแล้วมีพลัง นอกจากนี้ก็ชอบ "สมุทรโฆษคำฉันท์" และเรื่องอื่นๆ

"อ่านมาเรื่อยจนถึงผลงานของคนรุ่นหลังที่ว่ากันว่าเป็นมหากวีอย่าง "นายผี" ผมอ่านเรื่อง "ความเปลี่ยนแปลง" เห็นถึงความเข้าใจทางด้านกวีนิพนธ์ของเขา เขากุมสภาพได้ในเรื่องของจังหวะและน้ำหนักเสียงในการดึงคำมาใช้เพื่อเล่าเรื่อง เป็นต้นแบบของกาพย์ยานีที่ผมอยากให้กวีรุ่นใหม่อ่าน"

กวีรุ่นต่อมาคือ "จิตร ภูมิศักดิ์" พนม นันทพฤกษ์ "วิพากษ์" ในแง่มุมกวีให้ฟังว่าจิตรเข้าใจกวีนิพนธ์แบบกลไก เพราะมีสติปัญญาดี และศึกษากวีนิพนธ์จนทะลุปรุโปร่ง แต่มีอารมณ์เดียวคือความโกรธแค้นต่อสิ่งชั่วร้าย เมื่อเขียนบทกวีโจมตีเผด็จการจึงมีพลังอันงดงาม แต่ถ้าเขียนในอารมณ์อื่นจะไม่มีพัฒนาการพ้นยุคสมัยของตัวเองเลย โดยเฉพาะการเขียนกลอนแปด

กวีที่ชอบเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองจากตลาดสะเดา สงขลา ถูกตั้งคำถามให้ช่วย "พาดพิง" ไปถึงกวีร่วมสมัยคนอื่นๆ ที่มีผลงานน่าชื่นชม เขาไม่ต้องใช้เวลาคิดอีกเช่นเคย

"ผมมีความรู้สึกต่องานที่มีฝีมือ "ขึ้นถึง" อย่าง "คมทวน คันธนู" ในชุดแรกๆ ภายใต้สเปช และไทม์นั้น อ่านแล้วรู้สึกว่า "ได้" รู้สึกกระทบ งานของ "เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" ในห้วงเวลานั้นๆ ชิ้นสั้นๆ ที่เขาพูดถึงธรรมชาติ งานของ "วินัย อุกฤษณ์" เป็นบางชิ้น"

"และที่สำคัญคืองาน "อีสาน" ของนายผี ผมถือว่าเป็นงานที่ขึ้นถึงโดยอารมณ์โดยอะไรหลายๆ อย่าง ยิ่งถ้าคุณเปล่งเสียงออกมา มันได้เลย"

พนม นันทพฤกษ์ เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เกิดที่บ้านน้ำเลือด จ.พัทลุง เมื่อวันแห่งความรัก ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ ในวัยเด็กอยู่กับย่าที่ไม่รู้หนังสือ แต่สามารถร้องเพลงกล่อมเด็กและขับกลอนในวรรณคดีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี "เด็กชายบองหลา" จึงซึมซับความงามของศิลปวรรณกรรมเหล่านี้เอาไว้ ก่อนจะเรียนรู้เพิ่มเติมจากหนังตะลุง มโนราห์ และเพลงบอกที่แผ่วแว่วอยู่ใกล้ตัว

ช่วงเรียนชั้นประถมปลายไปอยู่กับพ่อที่รับราชการเป็นป่าไม้จังหวัดใน อ.กันตัง จ.ตรัง เริ่มอ่านนิตยสาร "บางกอก" และอื่นๆ และหัดเขียนกลอน โดยมีแรงบันดาลใจจาก "ประพนธ์ เรืองณรงค์" นักกลอนชื่อดังที่มาอาศัยอยู่ที่บ้าน รวมทั้ง "จำลอง ศรีสัจจัง" พี่ชายที่เขียนกลอนอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่ด้านหนึ่งเขาเป็นนักปิงปองของโรงเรียน ระดับชนะเลิศชั้น ป.๖ ของอำเภอ

ไปเรียนระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ เมืองตรัง พร้อมกับเป็นเด็กวัด มีเพื่อนสนิทในโรงเรียนซึ่งสนใจกาพย์กลอนเช่นกันชื่อ "สุประวัติ ใจสมุทร" ช่วงนี้ "สถาพร ศรีสัจจัง" เริ่มเขียนกลอนเขียนฉันท์ประกวด ได้รับรางวัลหลายครั้งจนมีชื่อเสียง แต่อีกมุมหนึ่งของชีวิตเริ่มจะสูบบุหรี่ หนีโรงเรียน หัดชกมวยและขึ้นต่อยมวยหลายครั้ง

จบ ม.ศ.๓ ไปเรียนที่โรงเรียนสภาราชินี พร้อมกับสุประวัติ ที่นี่เขามีรุ่นน้องคือ "จิระนันท์ พิตรปรีชา" กวีซีไรท์ในเวลาต่อมา และเพื่อนร่วมห้องชั้น ม.ศ.๕ คือ "เทือก บรรทัด" กวีเมืองตรัง ซึ่งเป็นตัวแทนเซปักตะกร้อของโรงเรียนในทีมเดียวกัน

หลังจบมัธยมปลาย เดินทางไกลไปอบร่ำหมอกเหมย ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขารวมกลุ่มกับเพื่อนนักศึกษาที่เป็นนักเขียนในเวลาต่อมา เช่น "ตะวัน สันติภาพ" "สุเมธ แสงนิ่มนวล" ออกหนังสือมาหลายเล่ม และก่อตั้งกลุ่ม "วลัญชทัศน์" ร่วมกับ "นิสิต จิระโสภณ" และคนอื่นๆ เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง นอกจากนี้ก็จัดงานวัฒนธรรมที่แปลกใหม่ในเมืองไทย คือ "อ่านบทกวี" กลางเมืองเชียงใหม่

สถาพรยังชอบปีนดอยไปคลุกคลีอยู่กับชาวเขา และสร้าง "วีรกรรม" ด้วยการนำพรรคพวกเข้าทุบศาลพระภูมิในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยข้อหาว่าไม่สร้างภูมิปัญญาให้แก่ปัญญาชน

เรียนจบแล้วเข้าทำงานในมูลนิธิโกมลคีมทอง ต่อมาก็เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ปุถุชน หลังจากนั้นหลักเหตุการณ์ ๖ ตุลา ไปเก็บตัวที่ด่านเกวียน โคราช แล้วล่องใต้ไปเป็นผู้จัดการโรงงานปลาป่นที่กันตัง ก่อนกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งใน พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อทำงานสำนักพิมพ์และนิตยสารหลายแห่ง

๓ ปีต่อมากลับไปรับราชการที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา มศว.สงขลา (ม.ทักษิณในปัจจุบัน) เรียนจบปริญญาโทด้านไทยคดีศึกษาจาก มศว.สงขลา และเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันทักษิณคดีศึกษาในขณะนี้

พนม นันทพฤกษ์ มีงานเขียนหลายเล่มทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ ผลงานที่สำคัญๆ เช่น "เด็กชายชาวเล" (นวนิยาย หนังสืออ่านนอกเวลา สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กระทรวงศึกษาธิการ) "ดาวที่ขีดเส้นฟ้า" (รวมเรื่องนั้น) "ทะเล ป่าภู และเพิงพัก" (รวมกวีนิพนธ์) เป็นอาทิ เคยได้รับรางวัลมากมาย เช่น รางวัลเรื่องนั้นและสารคดีจากนิตยสาร "แมน" รางวัลเรื่องสั้นดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือฯ รางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ทั้งด้านกวีนิพนธ์และนวนิยายสำหรับเยาวชนหลายครั้ง

นอกจากมีบ้านพักในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กับห้องพักบนเกาะยอแล้ว กวีใหญ่ภาคใต้ยังสร้างกระท่อมไว้ในชนบทห่างไกลใน จ.สตูล เพื่อพักผ่อนในธรรมชาติ และออกแรงทำงานให้เหงื่อไหลกลางแสงแดด ในอนาคตเขาบอกว่าอยากไปอยู่ที่นั่น เพื่ออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ และมีเวลาเดินทางเยี่ยมเยือนมิตรสหาย

"การอยู่กับธรรมชาติเป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคย หลับตาลงก็เห็นภาพชีวิตของตัวเองและธรรมชาติอย่างชัดเจน ผมจึงอยากเดินไปหาสิ่งนั้น การได้อยู่กับธรรมชาติมนุษย์น่าจะเป็นอิสระขึ้น และได้พักผ่อนจิตใจมากขึ้น ผมว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เราที่เกิดมาไม่ได้แสวงหาอะไรนักหนา น่าจะแสวงหาว่าที่พำนักที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร แล้วอยู่กับสิ่งนั้น"

"ซึ่งท้ายที่สุดก็คือการอยู่กับจิตใจของตัวเองนั่นเอง"

ที่มา      กานต์กับแก้ว     มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๑๒๐๙

 
 
 
กวีและกวีนิพนธ์ใน "ตัวตน" ของ พนม  นันทพฤกษ์

 

พนม นันทพฤกษ์ เป็นที่รู้จักในวงวรรณกรรมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๒ ในฐานะนักเขียนเรื่องสั้นรางวัลช่อการะเกด ทั้งที่จริงแล้ว พนมสร้างงานมาก่อน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แต่ในอีกนามหนึ่ง อย่างไรก็ดี บทความนี้ต้องการศึกษาเฉพาะกวีนิพนธ์ที่เขียนขึ้นในนาม พนม นันทพฤกษ์ เพราะกวีนิพนธ์ในนามนี้ถูกกล่าวถึงในฐานะ 'ต้นแบบแห่งยุคสมัย' อันแสดงถึงความมี 'ตัวตน' ที่ชัดเจนระดับหนึ่ง จึงมีความจำเป็นต้องกันผลงานในนามอื่นไป ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นต้องโยงใยเจตนารมณ์หรือแนวคิดบางประการ

พนมเติบโตในยุคที่วาทกรรมกวีนิพนธ์เชิงสังคม (นิยม) ศาสตร์เฟื่องฟู เขาเหมือนกับกวีรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ ในยุคนั้นที่ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมแห่งยุคที่ว่ากวีนิพนธ์คือเครื่องมือในการลบล้างอธรรม (จากชนชั้นปกครองและนายทุน) ในสังคม และเข้าข้างประชาชนผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่เขาต่างไปจากคนรุ่นเดียวกันคนอื่นบ้างในแง่ที่ไม่มอง เนื้อหา กับ รูปแบบ ในกวีนิพนธ์แยกออกจากกัน (อย่างเด็ดขาด) เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า "...ถ้าจะเขียน (บทกวี) ต่อไป ผมมีความรู้สึกหลายเรื่อง เรื่องรูปแบบกับเรื่องเนื้อหา ผมคิดว่ามันน่าจะมีทั้งน้ำทั้งเนื้อ มีทั้งเหตุผล และควรจะมีถึงวิธีการมองปัญหา ในเนื้อหาควรจะพิถีพิถัน ในรูปแบบเรื่องท่วงทำนอง เรื่องจังหวะ เรื่องเสียง ก็ควรพิถีพิถันให้มากขึ้น..." พร้อมๆ กันนั้นเขายังหันกลับไปมองกวีนิพนธ์ในยุคเดียวกันอย่างตรวจสอบและพินิจพิจารณา ดังที่เคยวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะทางออกให้แก่กวีนิพนธ์เพื่อชีวิตไว้ว่า "ในทัศนะของผม วรรณกรรมก้าวหน้า หรือวรรณกรรมเพื่อชีวิต ประการแรก พื้นฐานของมันจะต้องมีสัจจะในข้อมูลเรื่องราวที่เขาเอามาเขียน คือมีข้อมูลที่ดำรงอยู่จริง ของเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง ผมว่าส่วนนี้คือลักษณะของสัจจะ ลักษณะของอัตถนิยม แต่ว่าวรรณกรรมก้าวหน้ามันไม่ควรจะเพียงรายงาน เล่าเรื่องให้ฟังว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างนี้ๆ มันควรจะมีอีก ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนโรแมนติก ส่วนของความหวังที่จะมองไปข้างหน้าว่าจากพื้นฐานของเหตุผลอันนี้ มันน่าจะมีความหวังอันรุ่งโรจน์ มันน่าจะมีทัศนะที่ดีงามต่อการแก้ปัญหาที่ดำรงอยู่นี้ วรรณกรรมก้าวหน้าควรจะมีทั้งสองลักษณะนี้ประสานกัน คือมีทั้งลักษณะเรียลลิสติกและลักษณะโรแมนติก'

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดูเหมือนจะเป็นนักวิชาการคนแรก ที่มองเห็นเอกลักษณ์อันแตกต่างไปจากคนรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ ของพนม นันทพฤกษ์ ในบทนำรวมบทกวี 'เจ้าชื่อทองกวาว' (๒๕๑๔) หนังสือรวมผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นิธิจึงเขียนถึงพนม นันทพฤกษ์ (ในนามสถาพร ศรีสัจจัง) ไว้ว่า 'เขาไปไกลที่สุด' เพราะผลงานแสดงออกถึงตัวตนของผู้เขียนได้ชัดกว่ากวีคนอื่นๆ "...ตามแนวทางเช่นนี้เท่านั้นที่สถาพรจะค้นตัวของเขาเองพบ เขาต้องเขียนกลอนอย่างที่สถาพรเขียน ไม่ใช่อย่างอังคาร วิโรจน์ (ศรีสุโร) เนาวรัตน์ หรือสุนทรภู่..."

ความโดดเด่นเหนือเพื่อนกวีรุ่นเดียวกันที่ทำให้ผู้อ่านอย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์ สัมผัสได้คือร่องรอยของการตอบโต้กระแสหลักของพนม ถ้าติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของเขาในหลายที่ เราจะพบว่า แม้พนมเติบโตขึ้นภายใต้วาทกรรมกวีนิพนธ์แบบสังคม (นิยม) ศาสตร์เหมือนกับกวีเพื่อชีวิตรุ่นใหม่แถวหน้าคนอื่นๆ ในช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา แต่แนวคิดเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ของเขาก็มีลักษณะโต้แย้งกับกระแสหลักอยู่ ในยุคตุลาคม ๒๕๑๖-ตุลาคม ๒๕๑๙ กวีเพื่อชีวิตรุ่นใหม่ๆ ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกวีนิพนธ์แบบจิตร ภูมิศักดิ์ แต่พนม-แม้ชื่นชมยกย่องนักรบของคนรุ่นใหม่ผู้นี้ แต่ยังเห็นข้อบกพร่องของจิตรด้วยว่าจริงแล้วมีส่วนด้อยอยู่ โดยเฉพาะการเขียนกลอนแปด "...ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีเสียงยานแล้วก็ยาว มีลักษณะไม่กระชับ แล้วก็ให้อารมณ์ที่อ่อนไปหน่อย"

น่าเชื่อได้ว่าพนมได้นำข้อบกพร่องของกวีนิพนธ์ของจิตร ซึ่งเขามองเห็นมาปรับปรุงเมื่อต้องเขียนกวีนิพนธ์ของตัวเอง กวีนิพนธ์ของพนมจึงให้ความสำคัญต่อศิลปะการนำเสนอ เพราะศิลปะการนำเสนอจะทำให้คนอ่านเกิดความฉุกคิด และจุดประกายทัศนะโต้แย้งด้วย แทนที่จะรู้สึกคล้อยตามอย่างเดียวดังที่กวีนิพนธ์เพื่อชีวิตให้ความสำคัญ

ส่วนด้านท่วงทำนอง ซึ่งพนมเห็นว่า จิตร ภูมิศักดิ์ ไม่กระชับ จังหวะหย่อนและยานเกินไป ก็ถูกนำมาปรับปรุงในผลงานกลอนแปดของตน ผลงานกลอนแปดของพนมจึงห้วนสั้นและกระชับ นักวิจารณ์วรรณกรรมบางท่านเชื่อมโยงและยืนยันว่า นั่นคือลักษณะของพื้นถิ่นภาคใต้ ที่ส่งให้เขาโดดเด่นและมีอิทธิพลต่อกวีร่วมสมัยรุ่นหลังๆ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ยกย่องให้พนมเป็น 'ต้นแบบแห่งยุคสมัย' ด้วยเหตุผลว่าพนมโดดเด่นในการเขียนกวีนิพนธ์เชิงบอกเล่าเรื่องราว เพราะเขาผสมผสานระหว่างบทกวีกับเรื่องสั้น เป็นแบบฉบับของกวีที่เขียนหมายเลขกำกับบท มีการตัดภาพ ตัดฉาก และโดดเด่นในการใช้คำและสัมผัส การจัดเรียงคำ เน้นความเหลื่อมล้ำของเสียง

จะเห็นได้ว่า ในขณะที่กวีกระแสหลักในยุคเพื่อชีวิต พยายามอย่างยิ่งในการใช้กวีนิพนธ์เป็นเครื่องมือกดดันและกระตุ้นความรู้สึก (ปลุกเร้า) ผู้อ่าน (ประชาชน) พนมกลับแหวกกระแสออกไป ด้วยการทำให้กวีนิพนธ์เป็นเพียงสิ่งที่จุดประกายความคิดและการโต้แย้งถกเถียง การจุดประกายดังกล่าวนี้ แทนที่จะจุดประกายด้วยการหลั่งไหลความรู้สึกของกวีออกไปในกวีนิพนธ์ พนมกลับเขียนกวีนิพนธ์ในเชิงเรื่องเล่า มีฉาก ตัวละคร เสียงเล่า บางครั้งมีปมขัดแย้งเหมือนกับเรื่องแต่ง แทนที่จะใช้ความรู้สึกของตัวกวี (ที่หลั่งไหลลงไปในกวีนิพนธ์) เป็นตัวกระตุ้นหรือจุดประกายความคิดผู้อ่าน พนมกลับปล่อยให้กระแสของเรื่องราวในกวีนิพนธ์เชิงเรื่องสั้นของเขา เป็นตัวกระตุ้นและจุดประกาย จึงกล่าวได้ว่าเป็นการหยิบฉวยเอาความสามารถของเรื่องเล่ามารับใช้กวีนิพนธ์

เป็นที่น่าสังเกตว่าการนำระเบียบวิธีของเรื่องเล่ามาใช้ในกวีนิพนธ์ดังกล่าวนี้ เป็นการย้อนอดีตไปสู่การเขียนกวีนิพนธ์เชิงนิยายในยุควรรณคดี เพียงแต่เพราะรสนิยมร่วมสมัยขณะนั้นรูปแบบเรื่องสั้นแพร่หลาย และรูปแบบกวีนิพนธ์ขนาดสั้นตอบสนองการเสพของสังคมได้ดีกว่า พนมจึงเลือกที่จะประสมประสานระหว่างอดีตกับปัจจุบัน (ขณะนั้น) กลายเป็นกวีนิพนธ์เชิงเรื่องสั้น

ท่วงทำนองในกวีนิพนธ์ของพนม นันทพฤกษ์ นั้น แม้จะห้วน สั้น กระชับ ไม่เน้นจำนวนคำ (แบบสุนทรภู่) หากเน้นกระแสความแบบบุคลิกของคนภาคใต้ แต่ควรตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า สิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยลักษณะพื้นถิ่นภาคใต้แต่เพียงปัจจัยเดียว แต่น่าจะมีรากฐานมาจากวรรณคดีไทยด้วย ดังที่หินผา บ้านไพร กล่าวไว้ว่า "...ข้อเด่นของเขาคือ ลักษณะการใช้คำของเขา แสดงถึงการสืบทอดวรรณคดีโบราณได้อย่างคนที่มีความเข้าใจ..." ขณะที่ กานติ ณ ศรัทธา เห็นว่า ลีลาแบบพนมเป็นการเก็บซับเอาลักษณะเด่นของวรรณคดีโบราณ โดยเฉพาะ ขุนช้างขุนแผน เข้ามาด้วย สอดคล้องกับไพลิน รุ้งรัตน์ ที่ศึกษาพบว่า ท่วงทำนองห้วนสั้น ไม่เน้นจังหวะและจำนวนคำ เห็นได้จากวรรณคดีชิ้นเอกเรื่อง 'ขุนช้างขุนแผน' กวีนิพนธ์ของพนมก็มีท่วงทำนองคล้ายๆ กับวรรณคดีเรื่องนี้

เมื่อเปรียบเทียบกับ อังคาร กัลยาณพงศ์ ตัวตนของพนม นันทพฤกษ์ ไม่ว่าจะในฐานะกวีหรือปุถุชน ดูเหมือนจะไม่ได้มีส่วนในการสร้างตัวตนในฐานะกวีของเขาเลย พนมเมื่อเขียนกวีนิพนธ์ในเล่ม 'คลื่นหัวเดิ่ง' (๒๕๒๒) ยึดการเขียนกวีนิพนธ์เป็นงานอดิเรก เขายืนยันว่าอาชีพกวีในสังคมไทยนั้นไม่อาจมีได้ ดังที่ให้สัมภาษณ์ โลกหนังสือ ว่า "ภายใต้สังคมทุนที่ล้าหลังแบบประเทศเรา ผมว่าคนที่เป็นกวีเองนี่ คุณต้องทราบอยู่อย่างหนึ่งว่า เขาไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้โดยการปฏิบัติตัวเป็นกวีจริงๆ โดยอาชีพเขาอาจจะต้องนั่งหมักหมมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี เขาอาจจะหาเวลาไปดูทะเลได้ปีละครั้ง หรือว่าจะไปเที่ยวบ้านนอกได้ซัก ๕ เดือนหน"

วิธีคิดเช่นนี้เห็นได้ว่า เป็นการโต้แย้งวาทกรรมกวีนิพนธ์กวีศาสตร์ ที่ยกฐานะของกวีเป็นนักปรัชญา/ศิลปิน จะว่าไปแล้วเป็นการโต้แย้งวาทกรรมกวีนิพนธ์แบบอังคาร กัลยาณพงศ์ โดยตรง เพราะไม่ได้ยกย่องกวีให้สูงส่งเป็นตัวกลางนำมนุษย์ไปสู่นิพพาน หรือแม้แต่สูงส่งเกินคนธรรมดา

กวีในความหมายของพนมดูเหมือนจะเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ซึ่งใช้กวีนิพนธ์เป็นมุมส่วนตัวสำหรับถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด และกล่อมเกลาตนเอง เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์และเสียสละอย่างแรงกล้าแบบกวีในทัศนะของอังคาร เปรียบไปแล้วกวีก็เป็นเพียงอณูเล็กๆ ในจักรวาล เป็นเพียงกรวดครึ่งก้อน เป็นเพียงนกในพุ่มไม้ เป็นเพียงดอกหญ้าไหวในท้องทุ่ง เป็นเพียงจักจั่นเรไรสร้างเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติฯ ที่สร้างสรรค์บทกวีเพื่อเป็นองค์เล็กๆ ของความดีงามและความสมบูรณ์แห่งโลก ความคิดเกี่ยวกับสถานภาพกวีเช่นนี้ ถ่ายทอดออกมาอย่างชัดแจ้งในผลงานชุด 'เป็นกวี' และ 'ใจกวี' ซึ่งรวมอยู่ในบทกวีเล่ม 'ทะเล ป่าภู และเพิงพัก' (๒๕๔๑)

จะว่าไปแล้ว แนวคิดนี้ก็ดูจะเป็นแนวคิดปัจเจกชน ซึ่งมีอิทธิพลอย่างหนักแน่นและกว้างขวางในสังคมไทยตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ทั้งยังเป็นแนวคิดที่ร่วมสถาปนาวาทกรรมกวีนิพนธ์แบบกวีศาสตร์อีกด้วย อย่างไรก็ดี เราได้เห็นร่องรอยการตอบโต้กระแสหลักกระแสนี้ของพนมอยู่บ้างในแง่ที่ว่า แม้มองกวีเป็นปัจเจก กวีนิพนธ์เป็นมุมส่วนตัวของปัจเจก แต่พนมก็ไม่เน้นให้กวีเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง กวีนิพนธ์ก็ไม่ใช่สิ่งทิพย์เหมือนกวีนิพนธ์ในวาทกรรมของอังคาร หากเป็นเพียงสิ่งสวยงามประดับโลกไว้เท่านั้น

จึงเห็นได้ว่าการสร้างตัวตนของพนม นันทพฤกษ์ นั้น แตกต่างกับการสร้างตัวตนของอังคาร กัลยาณพงศ์ บางประการ กล่าวคือ ความเป็นอังคารนั้นประสมประสานกันทั้งผลงาน ตัวตน (ในฐานะกวีและปุถุชน) ความเป็นพนมกลับเกิดขึ้นเพียงเพราะผลงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ พนมไม่ได้หยิบฉวยเอาวาทกรรมกวีนิพนธ์แบบใดๆ ในอดีตมาใช้อย่างเป็นจริงเป็นจังเลย กล่าวคือ ขณะที่อังคารนั้น หยิบเอาภาคการกระทำของวาทกรรมกวีนิพนธ์แบบภาษาศาสตร์ในอดีต ที่ยกย่องกวีเป็นนักปราชญ์ เห็นว่ากวีนิพนธ์คือสิ่งทิพย์และมีคุณสมบัติเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับ พนมกลับเห็นกวีนิพนธ์เป็นเพียงการร้อยเรียงภาษาธรรมดาๆ กวีเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ที่มีความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารความคิดความรู้สึกอย่างมีศิลปะ และขณะที่อังคารตอบโต้วาทกรรมกวีนิพนธ์แบบกวีศาสตร์ ซึ่งเป็นวาทกรรมร่วมสมัย ด้วยการยกระดับสถานภาพกวีขึ้นเหนือคนทั่วไป พนมกลับเห็นกวีเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ซึ่งใช้กวีนิพนธ์เป็นมุมส่วนตัว กล่อมเกลาตัวเอง ผลที่จะเกิดแก่สังคม หรือคนอื่น เป็นเพียงผลพวงซึ่งกวีอาจจะคาดหวังหรือไม่คาดหวังก็ได้ ที่สำคัญก็คือ กวีนิพนธ์เป็นเพียงตัวจุดประกายความคิด หรือกระตุ้นให้เกิดคำถามหรือข้อถกเถียง กวีนิพนธ์ไม่ใช่สิ่งที่จะนำพาผู้คนไปสู่นิพพานอย่างวาทกรรมของอังคาร อีกทั้งกวีก็ไม่จำเป็นต้องเสียสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเป็นกวีหรือศิลปิน ดังที่วาทกรรมกวีนิพนธ์แบบกวีศาสตร์ร่วมสมัยต้องการ


ที่มา    พิเชฐ   แสงทอง    คอลัมน์อ่านออกเสียง  เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๕๙๒ วันที่ ๖ - ๑๒ ต.ค. ๒๕๔๖