| แถวสีเหลืองเรืองรองของอรุณ
ตะวันออกแดดอุ่นลมกรุ่นหอม
สงบนิ่งนั้นนำคำพระพร้อม ท่าโน้มน้อมดูราวกับข้าวรวง...
นี่เป็นปฐมกวีแห่ง แม่น้ำรำลึก
ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ที่กล่าวเกริ่น ก่อนเล่าเรื่องราว วันเยาว์
ของชีวิต ด้วยลีลาที่โดดเด่น เต็มไปด้วยสีสัน กลิ่นอายแห่งท้องทุ่งอันงดงาม
คณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ปี 2547 จึงลงมติให้อย่างเป็นเอกฉันท์
เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ เป็นชาวตำบลวังลึก
อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2509
เป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์คนที่ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อจาก วาณิช
จรุงกิจอนันต์ เจ้าของรวมเรื่องสั้นชุด ซอยเดียวกัน
ว่ากันด้วยชั้นเชิงการเขียนแล้ว
เรวัตร์ผ่านการฝึกปรือมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นับเนื่องจากเป็นคนเฝ้าสวน
เวลาว่างก็อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ จนกระทั่งมีผลงานรวมบทกวีออกมาชื่อ
บ้านแม่น้ำ ตามมาด้วย พันฝน เพลงน้ำ จากนั้นมีรวมเรื่องสั้นชุด ชีวิตสำมะหาอันใด
อันเป็นรวมเรื่องสั้นที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี พ.ศ.2545 สดๆ
ร้อนๆ มานี่เอง
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปี พ.ศ.2547
คณะกรรมการรางวัลซีไรต์ กำหนดให้ส่งผลงานหนังสือกวีนิพนธ์เข้าประกวด
เพียงประกาศออกไป หนังสือบทกวีนิพนธ์ก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
จนกระทั่งปิดรับ ได้ผลงานกวีนิพนธ์ถึง
76 เล่ม คณะกรรมการรอบคัดเลือก ต้องใช้ความพยายามพิจารณาอย่างหนัก
ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2547 เวลา 14.00 น. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลซีไรต์ แถลงข่าวประกาศผลรอบคัดเลือก
ณ ห้องเอ็มบาสซี่ โรงแรมโอเรียนเต็ล
จากบทกวีทั้ง 76 เล่มเหลือเพียง
7 เล่มคือ ครอบครัวดวงตะวัน ของ ศิวกานท์ ปทุมสูติ, ความสุขของแผ่นดิน
ของ พิชชา ถาวรรัตน์, ประเทศที่สาบสูญ ของ ศิริวร แก้วกาญจน์, แม่น้ำรำลึก
ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์, เรามีพระเจ้าคนละองค์ ของ พิเชษฐ์ศักดิ์
โพธิพยัคฆ์, ที่ซึ่งขุนเขาทะลุเมฆ ของ กานติ ณ ศรัทธา และหมอกฝัน ม่านฟ้า
ห่าฝน ของ วรภ วรภา
ผลประกาศนี้ ทำให้อดีตเจ้าของรางวัลซีไรต์
คมทวน คันธนู รายชื่อตกหล่นไป เช่นเดียวกับกวีผู้เคยเข้ารอบสุดท้ายอย่าง
รมณา โรชา เจ้าของบทกวีที่ส่งคราวนี้ชื่อ บางดวงตาสุกใสในดวงดาว, เทือก
บรรทัด เจ้าของบทกวีที่ส่งคราวนี้ชื่อ บึงพระจันทร์ และสุขุมพจน์ คำสุขุม
เจ้าของบทกวีที่ส่งคราวนี้ชื่อ อกข้างซ้าย
สิ้นเสียงประกาศผล 7 เล่มที่เข้ารอบสุดท้ายออกมา
ข่าวลือ ข่าวลวง ก็กระเซ็นกระสายออกมาตามธรรมเนียมปฏิบัติ เสียงตามสื่อต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นมติชนสุดสัปดาห์ และโพสต์ทูเดย์แรกๆ นั้น เทน้ำหนักให้
ครอบครัวดวงตะวัน ของ ศิวกานท์ ปทุมสูติ แต่เสียงที่ออกมาจากมหาวิทยาลัยหอการค้ากลับหนักไปทาง
ที่ซึ่งขุนเขาทะลุเมฆ ส่วนเล่มอื่นๆ นั้น แม้จะไม่มีกระแสออกมาอย่างเร่าร้อน
รุนแรง แต่ก็มองกันว่าถ้าคณะกรรมการในรอบตัดสินอาศัยสถานการณ์เป็นหลัก
เล่มของ เรามีพระเจ้าคนละองค์ ของ พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิพยัคฆ์ และความสุขของแผ่นดิน
ต่างก็มีโอกาสเท่าๆ กัน ส่วนแม่น้ำรำลึก ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์
นั้นเล่า ก็มองข้ามไม่ได้เหมือนกัน
ไม่ว่าเสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใด
ก็สู้เสียงคณะกรรมการตัดสินไม่ได้
เวลา 14.10 น.ของวันที่ 17 สิงหาคม
พ.ศ.2457 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมซีไรต์
ทำหน้าที่เป็นประธานงานแถลงข่าวอีกครั้ง ณ ห้องแม่กลอง โรงแรมโอเรียนเต็ล
เสียงประกาศผลท่ามกลางเสียงหัวใจที่ลุ้นระทึกออกมาว่า
รวมบทกวีนิพนธ์ซีไรต์ ปี พ.ศ.2547 คือ แม่น้ำรำลึก ผลงานของ เรวัตร์
พันธุ์พิพัฒน์ กวีแห่งลุ่มน้ำท่าจีน
ลานดินความหลังเคยตั้งไข่ ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ไม่มีปัญหา
ไม่รู้เลยว่าไหนโลกไหนโชคชะตา
ไม่รู้ว่ามีไหวนิ่งของจริงลวง..
คณะกรรมการตัดสิน ซึ่งมี อาจารย์นิตยา
มาศะวิสุทธิ์ เป็นประธาน มาเกือบพร้อมเพรียงกัน ต่างให้เหตุผลที่เลือก
แม่น้ำรำลึก ต่างๆ กันไป
ประเดิมด้วยคณะกรรมการตัดสิน
บอกกล่าวเปิดรายการว่า คณะกรรมการพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ ทั้งด้านเนื้อหาและกลวิธีทางวรรณศิลป์
ผลงานที่เข้ามาทั้ง 7 เล่มมีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่ากัน จึงตัดสินได้ไม่ง่ายนัก
แต่หลังจากประชุมร่วมกันก็ตัดสินออกมาอย่างเป็นเอกฉันท์
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คณะกรรมการรอบตัดสินและเป็น
กวีซีไรต์ คนแรกให้เหตุผลที่เลือก แม่น้ำรำลึก ว่ามีเหตุผล 4 ข้อ คือ
1.ชั้นเชิงทางด้านวรรณศิลป์สูง 2.มีจินตนาการกว้างไกล ล้ำลึก 3.มีศิลปะการนำเสนอเป็นเสมือนเรื่องสั้น
และมีความโดดเด่นตรงที่ไม่ได้กำหนดความรู้สึก แต่ให้ผู้อ่านรู้สึกเอาเอง
4.มีเอกภาพ ไม่ว่าจะอ่านจากต้นไปจนจบ หรือจะอ่านย้อนมาก็ได้เช่นกัน
และยังแนะอีกว่า น่าจะให้ติบ้าง ก็คงต้องบอกว่า น่าจะชื่อเล่ม กลับไปเยี่ยมวัยเยาว์
จะดีกว่า
เป็นบทสรุปที่กระชับ ชัดเจนยิ่ง
ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี กรรมการตัดสิน
ให้เหตุผลที่เลือก แม่น้ำรำลึกว่า ผู้เขียนมีความคิดที่ลุ่มลึก เขียนออกมาเป็นปรัชญาชีวิต
แฝงไว้ทุกบททุกตอน การนำเสนอมีชั้นเชิง สามารถสร้างกรอบจินตภาพให้ผู้อ่านได้อย่างเรื่อง
ปลาเร่ เปลร้าง เป็นต้น
ลักษณะเด่นของแม่น้ำรำลึก อาจารย์กุสุมา
ตั้งข้อสังเกตว่า บรรยากาศดี เขียนให้เห็นภาพได้อย่างงดงาม แฝงนัยของเรื่อง
มีขนบโบราณ และมีการสรรคำมาใช้ได้อย่างมีพลัง จะเห็นได้จากทุกบทอย่างเรื่อง
ใต้ถุน เป็นต้น
ผศ.ตรีศิลป์ บุญขจร แสดงทรรศนะว่า
มีความลุ่มลึกในความเรียบง่าย เรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอคนในเมืองอาจไม่คุ้นเคย
เพราะเป็นชีวิตในชนบทและคนในชนบทอาจไม่เห็นคุณค่านัก เพราะอยู่และเห็นจนชาชิน
อ่านไปจะเห็นว่า ผู้เขียนนำเสนอง่ายๆ เรื่องแม่น้ำและสภาพแวดล้อม แต่ทุกตอนผู้เขียนก็เสนอเป็นปรัชญาชีวิต
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
แสดงทรรศนะว่า มีเหตุผลอยู่ 3 ประการ ที่ให้แม่น้ำรำลึกคือ 1.โดดเด่นด้านภาษาและวรรณศิลป์
2.เนื้อหาลุ่มลึก และ 3.ไม่หลุดจากวิถีไทย
ส่วน ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา มองไล่มาตั้งแต่ชื่อเรื่องว่า
เห็นด้วยกับชื่อเล่มว่า แม่น้ำรำลึก เพราะว่ามีความเคลื่อนไหวในความนิ่ง
มีความนิ่งในความเคลื่อนไหว มีความลุ่มลึกในความเรียบง่าย มีความแปลกใหม่ในขนบ
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าวรรครับมักรับตรงคำที่ห้า แทนที่จะเป็นคำที่สามเหมือนกลอนสุนทรภู่
ประเด็นนี้ทำให้รู้สึกว่าแหวกขนบอยู่เล็กๆ
หลังประกาศและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
ได้เปิดประเด็นเล็กๆ คุยกับ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ สดๆ ร้อนๆ บางถ้อยสนทนาเกี่ยวกับ
แม่น้ำรำลึก หลังจากเสียงประกาศซีไรต์คือ...
ไล่มาตั้งแต่ชื่อเรื่องเลยดีกว่า
ทำไมต้อง แม่น้ำรำลึก เรวัตร์ บอกว่า แรกเริ่มตั้งใจชื่อ กลับไปเยี่ยมวัยเยาว์
แต่เรื่องนี้ ผมว่าแล้วแต่บรรณาธิการ เพราะว่าเป็นหน้าที่และสิทธิของบรรณาธิการ
เค้าของเรื่องราวทั้งหมดมีความเป็นมาอย่างไร
เรวัตร์ บอกว่า มาจากบ้านเกิด อะไรต่างๆ ที่เรามองเราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ
ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู โอ่งน้ำ อยากเขียนอะไรเราก็เขียนไป ไม่ได้วางแผนว่าจะต้องเขียนออกมาอย่างไร
ไฉนต้องเป็น แม่น้ำ อยู่เนืองๆ
ความจริงผลงานชุดนี้ พูดถึงเรื่องแม่น้ำไม่มาก
แต่บรรณาธิการอาจจะติดอยู่กับเรื่องก่อน จึงนำเอามาเป็นชื่อเรื่อง
จริงๆ แล้วผมเขียนเรื่องทุ่งนา ป่า ไร่ ชีวิตผู้คนมากมายที่พบเห็นมา
ดูเหมือนว่าในเล่มนี้ จะมี เรื่องจริง
เข้ามาไม่น้อย แท้จริงแล้วเป็นอย่างนั้นหรือไม่
ความจริงน่าจะมากกว่า แต่ผมตอบไม่ได้ว่าจริงแค่ไหน
มีกี่เปอร์เซ็นต์ จะว่าเป็นความจริงทั้งหมดมันก็ไม่ใช่ มันมีความจริงอยู่พอสมควร
แง่ของการใช้คำประพันธ์ มันมาเอง
ผมไม่ได้วางไว้ว่า จะต้องใช้คำประพันธ์ชนิดใด พอจะเขียนเรื่องอะไร
ก็จะเขียนออกมาได้เอง ผมก็ใช้คำธรรมดาๆ สื่อสารออกมาตามที่ใจเราอยากสื่อ
เหมือนกับว่าออกมาอย่างอัตโนมัติ เราไม่ได้วางแผน เหมือนเราจะเขียนเรื่องโอ่ง
มันก็ออกมาเอง จะเขียนเรื่องประตู หน้าต่าง ตอนเด็กๆ เรามีความเกี่ยวพัน
เคยคิดอะไรไว้บ้าง ความฝันมันจะออกมา เหมือนเราขยับปีกบินไป บินไปเหมือนนกไหม
ทำนองนี้
การนำเอา วัยเยาว์ มาใช้ ผมว่าจริงๆ
ผมก็เขียนเรื่องในปัจจุบัน แต่มันเป็นการเขียนถึงรากเหง้าของชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ มันเป็นรากเหง้าของเราส่วนหนึ่ง
แง่ของการขัดเกลา ตัดทอน หรือยกทิ้ง
รวมบทกวีชุดนี้ได้ทำอย่างไรบ้าง
มีเขียนเพิ่มในบทสุดท้าย ผมเขียนไว้ตามที่ใจอยากจะเขียนแล้ว
ผมจะไม่ไปทำอะไรกับมันอีก ถ้าจะให้ตัดบางส่วนออกแล้วเขียนใหม่ ผมก็ไม่เอา
ผมพอกับมันแล้ว
ย้อนไปปี พ.ศ.2545 เมื่อรวมเรื่องสั้นชุด
ชีวิตสำมะหาอันใด เข้ารอบสุดท้าย กระแสการขับเคี่ยวนั้น บางกระแสบอกว่าจะเข้าป้าย
แต่เหตุการณ์กลับเป็น ความน่าจะเป็น ของ ปราบดา หยุ่น ในฐานะนักเขียนคนหนึ่งคิดอย่างไร
เราอยู่ในสนามเราก็ต้องยอมรับกติกา
ถ้าไม่ยอมรับกติกาเราต้องไม่ส่ง ถ้ามีคนส่งไปเราไม่รู้นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ในฐานะนักเขียนด้วยกัน ใครได้เราก็ยินดีด้วย อย่างที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ว่า เราเป็นญาติน้ำหมึกกัน ไม่ว่าใครได้ เราก็ควรจะยินดี
สำหรับการเข้าป้าย ซีไรต์ คราวนี้
ผมวางไว้ไปแล้ว คิดว่าคงไม่ได้ แต่เมื่อฟังผลประกาศออกมาก็งง
งงอย่างไร ก็คงไม่อาจนั่ง เก้าอี้โยกโลกเงียบยะเยียบย่ำ
คืนสีดำร่ำเห่ไกวเปลผ้า ไปอีกนาน 0
---------------------------------------------------------------
คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
(ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2547
คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
มีมติเป็นเอกฉันท์ให้หนังสือรวมกวีนิพนธ์เรื่อง แม่น้ำรำลึก ของ เรวัตร์
พันธุ์พิพัฒน์ ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
(ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2547
เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ นำเสนอภาพชีวิตในวัยเยาว์
ซึ่งเป็นวัยพิสุทธิ์อันกระจ่างในความทรงจำ โดยรำลึกย้อนผ่านสถานที่
เหตุการณ์ ผู้คน และสรรพสิ่งรอบตัว ภาพแต่ละภาพมีเรื่องเล่าที่เรียงร้อยเป็นภาพชีวิตหลากหลายมิติซึ่งสื่อให้เห็นว่ามนุษย์ล้วนมีความฝันที่ต้องไขว่คว้า
แต่ความหมายที่แท้จริงของชีวิตกลับอยู่ที่ประสบการณ์ในวัยเยาว์อันเป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตในปัจจุบัน
ด้านศิลปะการประพันธ์ กวีนิพนธ์แต่ละบทมีความสมบูรณ์ในตัวเองและเรียงร้อยเป็นโครงเรื่องที่มีเอกภาพ
มีภาพชีวิตในวัยเยาว์เป็นปฐมบทและลงท้ายด้วยปัจฉิมบทในวัยชรา กวีใช้กลวิธีหลากหลายในการนำเสนอ
เช่น ใช้จินตภาพที่ประสานความฝันกับความจริงและสื่อความขัดแย้งที่กลมกลืนกัน
ใช้คำง่ายๆ ที่สื่อความหมายได้หลายนัยอย่างมีสุนทรียรส
กวีนิพนธ์เรื่อง แม่น้ำรำลึก
ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ จึงมีความโดดเด่นด้านแนวคิดที่มีลักษณะเป็นสากลและการสร้างสรรค์ด้วยชั้นเชิงวรรณศิลป์
สมควรยกย่องให้ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
(ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2547
อาจารย์นิตยา มาศะวิสุทธิ์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน
ศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา รักษมณี
กรรมการ
ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์
เจริญวงศ์ศักดิ์ กรรมการ
รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานันท์
กรรมการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์
บุญขจร กรรมการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ
เวศร์ภาดา กรรมการ
นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กรรมการ
ที่มา จุดประกายวรรณกรรม วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.
2547
|